คู่มือช่วยตัดสินใจ

ประกันภัยมีกี่ประเภท อะไรที่กฎหมายบังคับ และอ่านกรมธรรม์ก่อนซื้ออย่างไร

คำตอบสั้น: “ประกันภัยมีกี่ประเภท” มีสองชั้นคำตอบที่ต้องแยกกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การประกันภัยแบ่งเป็น 2 ตระกูล คือ การประกันชีวิต และการประกันวินาศภัย (ความเสียหายต่อทรัพย์สินและความรับผิด) ซึ่งกำกับดูแลด้วยกฎหมายคนละฉบับ ส่วนตามหลักวิชาการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ใช้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ การประกันภัยบุคคล การประกันภัยทรัพย์สิน และการประกันภัยเกี่ยวกับความรับผิดตามกฎหมาย สองชั้นนี้ไม่ได้นับบนแกนเดียวกัน จึงไม่ควรพูดว่า “ประกันภัยมี 4 ประเภท” แบบลอย ๆ

และสิ่งที่กฎหมาย “บังคับ” ให้ต้องทำจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน มีเพียง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ สำหรับรถที่ใช้หรือมีไว้ใช้ในราชอาณาจักร ส่วนประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันอัคคีภัย และประกันภัยรถภาคสมัครใจ ล้วนเป็นภาคสมัครใจทั้งหมด การจะซื้อหรือไม่จึงควรตัดสินจาก “ช่องว่างความคุ้มครอง” ของคุณเอง ไม่ใช่จากความกลัวว่ากฎหมายบังคับ

บทนี้พาไล่ตามลำดับที่ใช้ตัดสินใจได้จริง 4 เรื่อง คือ (1) ประเภทของประกันภัยทั้งสองชั้น (2) พ.ร.บ. รถ บังคับอะไร ให้เงินเท่าไร และยกเว้นอะไร (3) ประเมินก่อนซื้อว่ายังขาดเท่าไร และทางเลือก “ยังไม่ต้องซื้อตอนนี้” (4) วิธีอ่านตารางกรมธรรม์และวิธีเทียบเบี้ยให้เป็นการเทียบที่แฟร์

ข้อมูลและตัวเลขในบทความนี้ตรวจจากแหล่งอ้างอิงทางการเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 วงเงิน พ.ร.บ. อ้างตาม “คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ” ของ คปภ. ซึ่งเป็นชุดเอกสารที่ใช้ตรวจครั้งนี้ (ไฟล์ปรับปรุงครั้งหลังสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2563) และยืนยันตัวเลขซ้ำกับตารางความคุ้มครอง พ.ร.บ. ที่เผยแพร่ทั่วไป บทความนี้ยังยืนยันไม่ได้ว่ามีการปรับวงเงินเป็นฉบับใหม่หรือไม่ จึงควรตรวจวงเงินที่ใช้บังคับกับ คปภ. สายด่วน 1186 หรือบริษัทก่อนใช้ตัดสินใจ

ประกันภัยมีกี่ประเภท — คำตอบ 2 ชั้นที่ต้องแยกให้ชัด

ความสับสนเรื่อง “มีกี่ประเภท” เกิดจากการเอาเลขจากคนละแกนมาตอบรวมกัน บางแหล่งตอบตามที่กฎหมายแบ่ง บางแหล่งตอบตามกลุ่มความเสี่ยงที่เอาประกัน คำตอบทั้งคู่ถูก แต่ต้องบอกว่ากำลังนับอะไร

ชั้นที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์: 2 ตระกูล

ตามคำอธิบายของ คปภ. การประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การประกันชีวิต (Life Insurance) และ การประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance) โดยธุรกิจทั้งสองประเภทมีหลักเกณฑ์และถูกกำกับดูแลภายใต้กฎหมายคนละฉบับ การประกอบธุรกิจประกันชีวิตอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ร.บ. ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 สำหรับการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

คำว่า “วินาศภัย” มีนิยามในตัวบทเองว่า “ความเสียหายอย่างใด ๆ บรรดาที่พึงประมาณเป็นเงินได้ และหมายความรวมถึงความสูญเสียในสิทธิ ผลประโยชน์ หรือรายได้ด้วย” (พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา ๔) นิยามนี้เป็นตัวชี้ขาดที่สำคัญ เพราะทำให้ความเสี่ยงซึ่ง “ประมาณเป็นเงินได้” เข้าตระกูลวินาศภัยได้ แม้ไม่ใช่ความเสียหายต่อตัวทรัพย์โดยตรง

ส่วน “การประกันชีวิต” คปภ. อธิบายว่า คือการที่ผู้เอาประกันภัยจ่ายเงินจำนวนหนึ่งซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิต เพื่อซื้อความคุ้มครองการเสียชีวิตภายในเวลาที่กำหนด หรือมีอายุยืนยาวจนครบกำหนดตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ แล้วบริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือผู้เอาประกันภัยแล้วแต่กรณี

ชั้นที่ 2 ตามหลักวิชาการของ คปภ.: 3 กลุ่ม

ในหน้าเดียวกัน คปภ. อธิบายว่า “ตามหลักการวิชาการประกันภัย ได้แบ่งประเภทของการประกันภัยออกเป็น 3 ประเภท” ดังนี้

กลุ่มตามหลักวิชาการตัวอย่างที่คนไทยซื้อจริงอ่านต่อ
1. การประกันภัยบุคคล (Insurance of the person)การประกันชีวิต การประกันอุบัติเหตุ การประกันสุขภาพประกันชีวิตมี 4 แบบพื้นฐาน · ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล · ประกันสุขภาพจำเป็นแค่ไหน
2. การประกันภัยทรัพย์สิน (Property Insurance)การประกันอัคคีภัย การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง การประกันภัยรถยนต์ การประกันภัยเบ็ดเตล็ดชั้นประกันรถ 1/2/3 · ประกันคู่สัญญากู้บ้าน
3. การประกันภัยเกี่ยวกับความรับผิดตามกฎหมาย (Liability Insurance)ความรับผิดต่อสาธารณะ ความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ ความรับผิดจากวิชาชีพ—

ข้อควรระวังเชิงแหล่งข้อมูล: หน้าที่ใช้ตรวจครั้งนี้เป็น สำเนาเก็บถาวรปี 2561 ของหน้าการศึกษา คปภ. เพราะเว็บจริงปัจจุบันเป็นเว็บแอปที่ดึงข้อความออกมาตรง ๆ ไม่ได้ และหน้าเดียวกัน ไม่ได้ระบุจำนวน “แบบ” รวมทั้งหมดแบบนับเป็นรายการสินค้า ดังนั้นคำตอบที่ปลอดภัยคือ “ตามกฎหมายมี 2 ตระกูล และตามหลักวิชาการแบ่งเป็น 3 กลุ่ม” แล้วค่อยยกตัวอย่างสินค้าที่คนไทยซื้อจริงเป็น “ตัวอย่าง” ไม่ใช่จำนวนที่กฎหมายกำหนด

ถ้าถูกเสนอขายแล้วผู้ขายบอกว่า “นี่เป็นประกันประเภทที่ 4” ให้ถามกลับว่าเขานับบนแกนไหน — ชื่อสินค้าที่เพิ่มขึ้นไม่เท่ากับประเภทที่กฎหมายเพิ่มขึ้น

อะไรที่กฎหมายบังคับ — คำตอบคือ พ.ร.บ. รถ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่า “คนไทยต้องมีประกันทุกแบบ” ความจริงคือตัวบทที่ยืนยันได้ว่าบังคับเป็นการทั่วไปมีเพียงฉบับเดียว

ตัวบทและขอบเขตของ พ.ร.บ. รถ

พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดให้เจ้าของรถ หรือผู้ครอบครองรถทุกคันมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประกันภัยตามมาตรา 7 และให้บริษัทเป็นผู้รับประกันภัยตามมาตรา 10 กฎหมายฉบับนี้มีเจตนาให้ผู้ประสบภัยจากรถได้รับการชดใช้ค่าเสียหายและได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นที่แน่นอนและทันท่วงที

เมื่อพิจารณามาตรา 7 ประกอบมาตรา 9 ขอบเขตของหน้าที่นี้ครอบคลุมเฉพาะ รถที่ใช้หรือมีไว้ใช้ในราชอาณาจักร หากเป็นรถที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้นอกราชอาณาจักรก็ไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ส่วนคำว่า “รถ” ในกรมธรรม์หมายถึงรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ทุกชนิด ทุกประเภท ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 หรือรถยนต์อื่นที่มีไว้ใช้ ไม่ว่าจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือกำลังไฟฟ้า

ข้อจำกัดที่ต้องบอกตรง ๆ: รายการ “รถที่ต้องทำ พ.ร.บ.” และ “รถที่ได้รับการยกเว้น” แบบครบถ้วน ยังยืนยันจากแหล่งทางการที่เปิดอ่านได้ในรอบนี้ไม่ได้ จึงไม่ระบุรายการไว้ในบทความนี้ หากคุณไม่แน่ใจว่ารถคันที่ใช้อยู่เข้าข่ายหรือไม่ ให้ตรวจกับ คปภ. สายด่วน 1186 หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดก่อนสันนิษฐาน

พ.ร.บ. ให้เงินเท่าไร — แยก “เบื้องต้น” กับ “สินไหมทดแทน”

จุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดคือคิดว่า พ.ร.บ. จ่ายเท่ากันทุกกรณี ความจริงคือแยกเป็นสองก้อน ก้อนแรกคือ ค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งบริษัทจ่ายให้ผู้ประสบภัยโดย ไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดให้เสร็จสิ้น ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้รับการร้องขอ ก้อนที่สองคือ ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งจ่ายเมื่อพิสูจน์ความรับผิดแล้ว

รายการ (แสดงรายการหลัก)วงเงินตามคู่มือตีความของ คปภ. ข้อ 3.1 และตาราง พ.ร.บ.
ค่าเสียหายเบื้องต้น — ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเกี่ยวกับการรักษา (ตามที่จ่ายจริง)ไม่เกิน 30,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าเสียหายเบื้องต้น — กรณีสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร/เสียชีวิต (ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ)35,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าเสียหายเบื้องต้นรวมกันทุกกรณีต่อคนไม่เกิน 65,000 บาท
ค่าสินไหมทดแทน — บาดเจ็บหรืออนามัยเสียหาย แต่ไม่ถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพตามความเสียหายที่แท้จริง ไม่เกิน 80,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าสินไหมทดแทน — ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือสูญเสียมือ/แขนสองข้าง หรือตาบอดสองข้าง500,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าสินไหมทดแทน — สูญเสียมือหนึ่งข้าง แขนหนึ่งข้าง เท้าหนึ่งข้าง ขาหนึ่งข้าง หรือสายตาหนึ่งข้าง (ตาบอดข้างเดียว) กรณีใดกรณีหนึ่ง250,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าสินไหมทดแทน — หูหนวก เป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูด ลิ้นขาด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์หรือความสามารถสืบพันธุ์ จิตพิการอย่างติดตัว250,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าสินไหมทดแทน — สูญเสียอวัยวะอื่นใดที่กระทบการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข (เช่น ม้าม ปอด ตับ ไต หรือฟันแท้ตั้งแต่ 5 ซี่ขึ้นไป)250,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าสินไหมทดแทน — สูญเสียนิ้วตั้งแต่ข้อขึ้นไป (นิ้วมือหรือนิ้วเท้า ไม่ว่ากี่นิ้ว)200,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าสินไหมทดแทน — เสียชีวิต500,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าสินไหมทดแทน — ทุพพลภาพอย่างถาวร300,000 บาทต่อหนึ่งคน
ค่าชดเชยรายวัน กรณีเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลในฐานะคนไข้ในวันละ 200 บาท รวมกันไม่เกิน 20 วัน (สูงสุด 4,000 บาท)

อ่านตัวอย่างให้เห็นภาพ: หากนอนโรงพยาบาล 30 วัน สิทธิชดเชยรายวันจะจ่ายให้เพียง 20 วัน คิดเป็น 4,000 บาท ที่เหลือไม่ได้จ่ายเพิ่มจากรายการนี้

และต้องเข้าใจว่าจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นถือเป็น ส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย ไม่ใช่เงินก้อนที่ได้เพิ่มจากค่าสินไหมทดแทน

ตารางนี้แสดงรายการหลักตามคู่มือข้อ 3.1.2 ซึ่งยังมีรายการย่อยและคำนิยามของแต่ละกรณีอยู่มาก (เช่น ความหมายของ “ตาบอด” “เสียแขน” “เสียมือ” “สูญเสียนิ้ว” และเงื่อนไขระยะเวลารักษาสำหรับกรณีสูญเสียนิ้ว) หากกรณีของคุณไม่อยู่ในตารางนี้ ให้ตรวจรายการย่อยกับคู่มือหรือสอบถาม คปภ. สายด่วน 1186 อีกข้อที่ต้องรู้คือหากได้รับความเสียหายหลายกรณีจากอุบัติเหตุครั้งเดียวกัน คู่มือระบุว่าบริษัทจะจ่ายตามกรณีที่มีจำนวนเงินคุ้มครองสูงกว่า ไม่ใช่บวกกันทุกรายการ

ใคร “ไม่ถูกนับ” เป็นผู้ประสบภัย

ตามข้อ 3.1 ของกรมธรรม์ พ.ร.บ. คำว่า “ผู้ประสบภัย” ในความคุ้มครองส่วนนี้หมายถึง ผู้โดยสารในรถคันเอาประกันภัย หรือบุคคลภายนอกรถคันเอาประกันภัย รวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตาย แต่ ไม่รวมถึงผู้เอาประกันภัย บุคคลในครอบครัวของผู้เอาประกันภัย และผู้ขับขี่รถคันเอาประกันภัย เพราะสามกลุ่มนี้มีการกำหนดความคุ้มครองแยกส่วนไว้ต่างหากแล้ว

ข้อที่ต้องแยกไม่ให้สับสน: คำว่า “ผู้ประสบภัย” ในตัวบท พ.ร.บ. และในคำนิยามกลางของคู่มือมีความหมายกว้างกว่าและอาจรวมถึงผู้ขับขี่ได้ด้วย แต่เมื่อพูดถึงความคุ้มครองตามกรมธรรม์ของรถคันที่เอาประกันภัย ผู้ขับขี่รถคันนั้นจะได้รับเฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้น ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน ส่วน ผู้ขับขี่คู่กรณีที่เป็นฝ่ายถูก (ผู้ขับขี่รถคันอื่น) ผู้โดยสารในรถคู่กรณี และบุคคลที่ไม่อยู่ในรถคันใดคันหนึ่งที่เข้าเกณฑ์ อยู่ในกลุ่มที่ได้รับค่าสินไหมทดแทนตามข้อ 3.1 และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยรายวันตามข้อ 3.1.5 ด้วย

ผลที่ตามมาเรื่องแรกคือ ผู้ขับขี่ที่กระทำละเมิด (ฝ่ายผิด) จะได้รับเพียงความคุ้มครองค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนจากบริษัทผู้รับประกันภัยของตนเอง ประโยคเดียวที่ต้องจำคือ “เป็นฝ่ายผิดได้แค่เบื้องต้น”

ข้อยกเว้นของ พ.ร.บ. ที่ต้องรู้ก่อนคาดหวังว่าจะได้เงิน

  • สงคราม การรุกราน สงครามกลางเมือง การกบฏ การปฏิวัติ
  • วัตถุอาวุธปรมาณู การแตกตัวของประจุ การแผ่รังสี และการกระทบกับกัมมันตภาพรังสี
  • ความเสียหายที่เกิดจากรถที่ถูกยักยอก ฉ้อโกง กรรโชก ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ — กรณีนี้บริษัทไม่ต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยแม้กระทั่งค่าเสียหายเบื้องต้น แต่หากเจ้าของรถได้ร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว ผู้ประสบภัยมีสิทธิขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ตามมาตรา 23 (2)
  • การใช้รถนอกประเทศไทย (การใช้นอกราชอาณาจักร)
  • การใช้รถยนต์ในทางที่ผิดกฎหมาย เช่น ใช้รถไปปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ขนยาเสพติด หรือใช้รถหลบหนีจากการกระทำความผิดทางอาญา
  • การแข่งขันความเร็ว ซึ่งหมายรวมถึงการแข่งขันความเร็วทุกประเภท

ข้อยกเว้นข้างต้น ไม่ได้ หมายความรวมถึงการทำผิดกฎจราจรทั่วไป เช่น การฝ่าฝืนสัญญาณไฟ หรือการบรรทุกน้ำหนักเกิน ซึ่งไม่ใช่เหตุให้บริษัทปฏิเสธความรับผิดในฐานะข้อยกเว้นข้อนี้

ความเสียหายส่วนแรก (deductible) — ตัวเลขที่ทำให้ “ความคุ้มครอง” ต่างจากที่คิด

ในกรมธรรม์ ประกันวินาศภัย “ความเสียหายส่วนแรก” มีนิยามว่าเป็น ส่วนแรกของความรับผิดหรือความเสียหายที่มีการคุ้มครองตามข้อสัญญาหรือเอกสารแนบท้าย ที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง กล่าวอีกแบบคือ ต่อให้เหตุการณ์นั้นอยู่ในขอบเขตความคุ้มครอง คุณยังต้องออกเงินส่วนนี้เองก่อน แล้วบริษัทจึงรับผิดในส่วนที่เกิน

ตัวอย่างจากคู่มือตีความของ คปภ.การคำนวณ
ตารางกรมธรรม์ระบุความเสียหายส่วนแรกสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ไว้ 3,000 บาท เกิดอุบัติเหตุและรถเสียหาย 12,000 บาท โดยผู้เอาประกันเป็นฝ่ายประมาทผู้เอาประกันรับผิดชอบเอง 3,000 บาท • บริษัทชดใช้ส่วนที่เกิน คือ 9,000 บาท
รถเสียหายสิ้นเชิง จำนวนเงินเอาประกันภัยความเสียหายต่อตัวรถ 500,000 บาท ส่วนแรก 3,000 บาทบริษัทชดใช้ 497,000 บาท (500,000 − 3,000)

อีกคำที่ต้องอ่านคู่กันคือ “อุบัติเหตุแต่ละครั้ง” ซึ่งนิยามว่าเหตุการณ์หนึ่งหรือหลายเหตุการณ์ที่สืบเนื่องกันและเกิดจากสาเหตุเดียวกัน คำนิยามนี้เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะถูกคิดความเสียหายส่วนแรกกี่ครั้ง และเพดานต่อครั้งอยู่ตรงไหน

ก่อนเซ็น ให้ถามให้ชัดว่า “ส่วนแรกของฉันเท่าไร ต่อครั้งหรือต่อปี” และ “มีส่วนลดความเสียหายส่วนแรกได้ไหม” เพราะกรมธรรม์มีการให้ส่วนลดความเสียหายส่วนแรกได้ตามความตกลงระหว่างบริษัทกับผู้เอาประกันภัย

ก่อนซื้อ: ประเมินก่อนว่า “ยังขาดเท่าไร” ไม่ใช่เริ่มจากชื่อผลิตภัณฑ์

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แนะนำลำดับคิดที่ใช้ได้กับการตัดสินใจซื้อประกันทุกแบบ โดยเฉพาะประกันชีวิต แทนการเริ่มจากคำถามว่า “ควรซื้อแบบไหน”

ขั้นทำอะไรผลลัพธ์ที่ได้
1ประเมินภาระรับผิดชอบที่มี คือจำนวนเงินที่ต้องดูแลภาระหนี้และค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัวในวันที่ไม่มีเรา เช่น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเทอมบุตรที่ยังเรียนไม่จบ ค่ารักษาพยาบาลตัวเลข “ภาระที่ต้องรับผิดชอบ”
2ตรวจสอบสินทรัพย์และความคุ้มครองทั้งหมดที่มีอยู่ เช่น สินทรัพย์ในปัจจุบัน สวัสดิการจากที่ทำงาน สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมตัวเลข “ความคุ้มครองที่มีแล้ว”
3เปรียบเทียบว่าเพียงพอกับภาระหนี้และค่าใช้จ่ายหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอ จึงพิจารณาทำประกันภัยที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยไม่น้อยกว่าจำนวนเงินที่ยังขาดอยู่ขนาดความคุ้มครอง “ที่ยังขาดจริง”

ธปท. ยังเตือนเรื่องที่คนมองข้ามบ่อยไม่แพ้กัน คือ ความสามารถในการชำระเบี้ยประกัน เราจึงควรเลือกซื้อประกันที่ตรงความต้องการ และจ่ายเบี้ยได้ครบถ้วนตลอดอายุสัญญา เพราะหลักคิดของ ธปท. ระบุตรง ๆ ว่า “การประกันภัยเป็นตัวช่วยในการลดความเสี่ยง แต่อย่าให้เป็นภาระ”

“ยังไม่ต้องซื้อตอนนี้” เป็นคำตอบที่สมเหตุผลได้

แผนการเงินของคนส่วนใหญ่มีลำดับ ไม่ใช่ทุกคนต้องซื้อประกันเพิ่มในตอนนี้ ทางเลือกที่สมเหตุผลเมื่อยังไม่ควรซื้อ ได้แก่

  • เก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบก่อน แล้วค่อยกลับมาปิดช่องว่างความคุ้มครองที่เหลือ วิธีนี้ทำให้คุณไม่ต้องกู้หรือเบิกกรมธรรม์ทิ้งเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด — เริ่มได้ที่ เงินสำรองฉุกเฉินควรเริ่มอย่างไร
  • ลดความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อน เช่น ขับขี่ระวัง ตรวจสภาพรถ ทำ พ.ร.บ. ให้ถูกต้อง เพราะความเสี่ยงที่คุณควบคุมได้ไม่จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยเพื่อโอนเสมอไป
  • ใช้ความคุ้มครองที่มีอยู่จริงก่อน สวัสดิการจากที่ทำงานและสิทธิจากกองทุนประกันสังคมเป็นความคุ้มครองที่คุณมีอยู่แล้ว การนับรวมก่อนจะทำให้เห็นว่าช่องว่างจริงเล็กกว่าที่คิด
  • จัดงบให้เห็นก่อนตัดสินใจจ่ายเบี้ย ด้วย การวางงบแบบ 50/30/20

ข้อจำกัดที่ต้องบอก: แนวคิดนี้มาจากหลักการของ ธปท. และการวางแผนความเสี่ยงทั่วไป แต่ ไม่มีตัวเลขราชการที่ระบุว่าต้องมีเงินสำรองกี่เดือนจึงจะซื้อประกันได้ จึงควรใช้เป็นหลักคิด ไม่ใช่กฎตายตัว และหลีกเลี่ยงการซื้อแบบทำได้เฉพาะปีแรกแล้วต้องขาดอายุ

ถ้าจ่ายเบี้ยไม่ไหวหลังจากซื้อไปแล้ว

กรณีนี้ ธปท. สรุปทางเลือกที่มีไว้ให้ใช้จริง ได้แก่

  • ชำระเบี้ยประกันในระยะเวลาผ่อนผัน 31 วัน นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระเบี้ย
  • เปลี่ยนเป็น “กรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ” หรือ “กรมธรรม์แบบขยายเวลา” ผู้เอาประกันจะไม่ต้องชำระเบี้ยอีก โดยอาจได้ระยะเวลาเท่าเดิมแต่เงินเอาประกันลดลง หรือได้เงินเอาประกันเท่าเดิมแต่ระยะเวลาลดลง
  • นำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติในลักษณะของการกู้ยืม ซึ่งคิด ดอกเบี้ยทบต้นในอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในกรมธรรม์ และบวกเพิ่มดอกเบี้ยอีกร้อยละ 2 ต่อปี (ข้อนี้มีต้นทุน ต้องคิดให้ดีก่อนปล่อยให้เกิดขึ้น)

ทางที่ปลอดภัยกว่าคือประเมินกำลังจ่ายก่อนซื้อ แล้วเลือกความคุ้มครองที่จ่ายไหวจริงตลอดสัญญา

กายวิภาคกรมธรรม์: เช็กลิสต์ 8 จุดที่ควรอ่านก่อนเซ็น

กรมธรรม์แต่ละแบบมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ที่มีโครงสร้างชัดเป็นพิเศษ แต่หลักการอ่านใช้ร่วมกันได้ทุกแบบ อย่าดูแค่เลขวงเงินใหญ่บนหน้าปก

จุดที่ต้องอ่านคำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนเซ็น
1. จำนวนเงินเอาประกันภัย (ทุนประกัน)ในกรมธรรม์รถยนต์ ส่วนนี้แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (ชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สิน) รถยนต์เสียหาย/สูญหาย/ไฟไหม้ และความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย แล้วทุนในแต่ละส่วนเท่าไร
2. ขอบเขตความคุ้มครองคุ้มครอง “อะไร” และคุ้มครอง “เมื่อไร” เช่น ระบุชื่อผู้ขับขี่หรือไม่ หรือความคุ้มครองมีผลเฉพาะบางกรณี
3. ข้อยกเว้นมีข้อใดที่ตรงกับสถานการณ์จริงของคุณ เช่น อาชีพ โรคประจำตัว พื้นที่ใช้งานรถ และต้องดูเอกสารแนบท้ายด้วย
4. ความเสียหายส่วนแรก / ความรับผิดส่วนตัวจ่ายเองเท่าไร ต่อครั้งหรือต่อปี และเมื่อไหร่ที่บริษัทเรียกส่วนนี้คืนจากคุณได้
5. ระยะเวลารอคอยถ้าเป็นประกันสุขภาพหรือบางแบบ ต้องถามตรง ๆ ว่ามีระยะเวลารอคอยไหม กี่วัน และนับอย่างไร — บทความนี้ไม่ยืนยันจำนวนวัน เพราะไม่มีแหล่ง คปภ. ที่เปิดอ่านได้ในรอบนี้
6. กรณีรถยนต์: จำนวนเงินเอาประกันภัยของ “รถยนต์เสียหาย/สูญหาย/ไฟไหม้”ในกรมธรรม์รถยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์และความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย/ไฟไหม้ ต้องเท่ากันเสมอ ถ้าไม่เท่ากันให้ถามทันที
7. ส่วนลดและส่วนเพิ่มเบี้ยคุณได้ส่วนลดอะไรบ้าง เพราะอะไร และส่วนลดนั้นผูกกับเงื่อนไขใด (เช่น คิดจากประวัติปีที่ผ่านมา)
8. เอกสารสรุปเงื่อนไข ข้อตกลงคุ้มครอง ข้อยกเว้นขอเอกสารชุดนี้ควบคู่กรมธรรม์ แล้วอ่านคู่กัน โดยเฉพาะเอกสารแนบท้ายที่เพิ่มหรือตัดข้อยกเว้นออก

“ระบุชื่อผู้ขับขี่” กับ “ไม่ระบุชื่อ” — จุดที่คนเข้าใจผิดว่าคุ้มครองเท่ากัน

การประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่จะคุ้มครองความรับผิดหรือความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่ และระบุได้ ถึง 2 คน (จะระบุคนเดียวก็ได้) โดยคำนวณเบี้ยจากผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นฐาน และใช้ได้เฉพาะรถยนต์ 3 ประเภท คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล

จุดที่ต้องรู้ก่อนเลือก: แม้ความเสียหายจะเกิดขึ้นในขณะที่คนอื่นซึ่งไม่ใช่คนที่ระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่ บริษัทยังคงต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพียงแต่ผู้เอาประกันภัยต้องเข้ามาร่วมรับผิดในความเสียหายส่วนแรกในจำนวนที่กำหนด คือ ไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และ 6,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อรถยนต์

เพราะการระบุชื่อทำให้เบี้ยถูกกว่าแบบไม่ระบุชื่อ (จากส่วนลดที่ให้ไว้สำหรับการระบุชื่อ) หลายคนจึงเลือกเพื่อประหยัด โดยไม่ได้คำนวณว่าหากมีคนอื่นขับรถเป็นครั้งคราว จะเกิดส่วนแรกขึ้นจริงกี่ครั้งต่อปี — ตัวเลขนี้ต้องเอาไปคิดจริง ไม่ใช่ดูแค่ส่วนต่างเบี้ย

เอกสารแนบท้ายและข้อยกเว้นที่มักไม่ถูกพูดถึง

ในกรมธรรม์รถยนต์ ข้อยกเว้นมหันตภัย (สงคราม สงครามกลางเมือง) เป็นคนละส่วนกับ “เอกสารข้อยกเว้นภัยก่อการร้าย (ร.ย.30)” คู่มือตีความระบุชัดว่า หากกรมธรรม์นั้นไม่มีการแนบเอกสารข้อยกเว้นภัยก่อการร้าย (ร.ย.30) ไว้ บริษัทก็ไม่อาจนำข้อยกเว้นมหันตภัยมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้ นี่คือตัวอย่างว่าทำไมต้องอ่าน “เอกสารแนบท้าย” ไม่ใช่ดูแค่หน้าหลักของกรมธรรม์

และอย่าเหมาว่าข้อยกเว้นของกรมธรรม์รถยนต์ใช้แทนกันได้กับประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต เพราะแต่ละแบบมีโครงสร้างและเงื่อนไขของตัวเอง

หน้าที่เมื่อเกิดเหตุ และหน้าที่ตอนแจ้งข้อเท็จจริง

เมื่อมีความเสียหายหรือความรับผิดตามกรมธรรม์เกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่จะต้อง แจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้า และดำเนินการอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมาย โดยสามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชันสำหรับการแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ของ คปภ. หรือแอปพลิเคชันที่บริษัทพัฒนาขึ้น

อีกด้านหนึ่งคือหน้าที่ตอนทำสัญญา คปภ. แนะนำให้กรอกใบคำขอเอาประกันภัยตามความเป็นจริงทุกประการด้วยตนเอง หรือหากผู้อื่นกรอกให้จะต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนลงลายมือชื่อ และเมื่อได้รับกรมธรรม์พร้อมใบเสร็จรับเงิน ให้ตรวจสอบข้อมูลในหน้าตารางกรมธรรม์ หากพบข้อผิดพลาดให้รีบแจ้งบริษัทเพื่อแก้ไข

ในทางกลับกัน บริษัทเอาเปรียบไม่ได้เช่นกัน คู่มือตีความระบุว่า หากผู้ขอเอาประกันภัยปกปิดหรือแถลงเท็จเกี่ยวกับข้อมูลบางอย่าง และบริษัทตกลงรับประกันภัยโดยที่ผู้ขอไม่ได้แนบหลักฐานดังกล่าวมาด้วย ต้องถือว่าบริษัทไม่ติดใจในส่วนนั้น และจะยกขึ้นมากล่าวอ้างในภายหลังไม่ได้ — แต่การพึ่งข้อนี้ไม่คุ้มกับการตอบไม่ตรง เพราะข้อพิพาทเรื่องการแถลงเท็จยังต้องตีความรายกรณี

รายละเอียดเชิงตัวบทของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการแถลงข้อเท็จจริงและผลของการบอกล้างสัญญา บทความนี้ไม่ระบุเลขมาตรา เพราะยังเปิดอ่านตัวบทจากแหล่งราชการที่ยืนยันได้ไม่สำเร็จในรอบนี้ (ให้ตรวจที่ระบบค้นหากฎหมายของ คปภ. หรือขอคำแนะนำที่สายด่วน 1186)

วิธีเทียบเบี้ยให้เป็นธรรม — เทียบที่ “ความคุ้มครองเดียวกัน”

คำถามที่พบบ่อยคือ “ทำไมเบี้ยไม่เท่ากัน” คำตอบคือเพราะเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงที่แต่ละคนและแต่ละคันไม่เท่ากัน และกรมธรรม์แยกเบี้ยออกเป็นหลายส่วน ปัจจัยที่คู่มือของ คปภ. ระบุไว้สำหรับการประกันภัยรถยนต์ ได้แก่

สิ่งที่ทำให้เบี้ยต่างสิ่งที่ต้องทำเมื่อเทียบ
ประเภทรถ ลักษณะการใช้ (ส่วนบุคคล/รับจ้างสาธารณะ/เพื่อการพาณิชย์) ขนาดรถ อายุรถ กลุ่มรถ จำนวนเงินเอาประกันภัย และอุปกรณ์เพิ่มพิเศษเทียบรถที่ “เงื่อนไขเดียวกัน” ก่อน ถ้าคนละรุ่น/คนละอายุรถ ตัวเลขเบี้ยเทียบกันไม่ได้
อายุผู้ขับขี่ (เฉพาะแบบระบุชื่อผู้ขับขี่) ซึ่งแบ่งเป็น 4 ช่วงอายุ: อายุเกิน 50 ปี อายุ 36–50 ปี อายุ 25–35 ปี และอายุ 18–24 ปีเทียบจากฐานผู้ขับขี่เดียวกัน เพราะช่วงอายุที่ต่างกันทำให้ฐานความเสี่ยงต่างกัน
ส่วนลดต่าง ๆ เช่น ส่วนลดความเสียหายส่วนแรกตามความตกลง ส่วนลดกลุ่ม 10% ส่วนลดเบี้ยประกันภัยประวัติดี (คำนวณจากประวัติในปีที่ผ่านมา) ส่วนลดทำกับบริษัทโดยตรงไม่ผ่านตัวแทน/นายหน้า และส่วนลดสำหรับรถที่ใช้ก๊าซ CNGถามแยกว่าใบเสนอราคาที่ได้รวมส่วนลดอะไร และส่วนลดนั้นมีเงื่อนไขหมดไปเมื่อไร
เบี้ยแยกเป็น 3 ก้อน คือ เบี้ยความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เบี้ยความคุ้มครองหลัก และเบี้ยตามเอกสารแนบท้ายเทียบ “เบี้ยรวมที่ความคุ้มครองเท่ากัน” ไม่ใช่เทียบเฉพาะเบี้ยก้อนเดียวที่โฆษณา

เช็กลิสต์ที่ทำให้การเทียบเป็นการเทียบที่แฟร์ มี 5 ข้อ:

  1. ความคุ้มครองเท่ากันหรือไม่ (ทุนประกันของแต่ละส่วน วงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และความคุ้มครองในเอกสารแนบท้าย)
  2. ความเสียหายส่วนแรกเท่ากันหรือไม่ และคิดต่อครั้งหรือต่อปี
  3. ข้อยกเว้นและเอกสารแนบท้ายชุดเดียวกันหรือไม่
  4. ฐานผู้ขับขี่เดียวกันหรือไม่ (ไม่ระบุชื่อ หรือระบุชื่อใคร)
  5. เบี้ยที่ได้รวมส่วนลดที่มีเงื่อนไขแล้วหรือยัง

บทความนี้ ไม่มีตารางเปรียบเทียบเบี้ยของบริษัทต่าง ๆ เพราะเบี้ยจริงขึ้นกับรายละเอียดรถ ตัวบุคคล และเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ในวันที่เสนอขาย การทำตารางเปรียบเทียบแบบรวม ๆ จึงเสี่ยงทำให้เข้าใจผิด วิธีที่ถูกคือใช้เช็กลิสต์ข้างต้นถามบริษัทหรือนายหน้าทีละราย แล้วเทียบเฉพาะข้อที่ตั้งไว้เหมือนกัน

ตารางตัดสินใจเร็ว: ซื้อ หรือยังไม่ควรซื้อ

สถานการณ์ของคุณแนวทางที่สมเหตุผล
มีรถที่ใช้ในราชอาณาจักร แต่ยังไม่มี พ.ร.บ.ต้องทำ เพราะเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับ
ไม่รู้ว่าภาระของครอบครัวเท่าไร และยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินยังไม่ควรซื้อประกันระยะยาว ควรประเมินภาระและเริ่มเงินสำรองก่อน
มีสวัสดิการจากที่ทำงานและสิทธิประกันสังคม แต่ไม่เคยรวมดูว่าครอบคลุมเท่าไรรวมความคุ้มครองที่มีก่อน แล้วค่อยดูว่าช่องว่างจริงเหลือเท่าไร
มีภาระหนี้และมีคนในครอบครัวที่พึ่งรายได้คุณ และยังไม่มีทุนประกันเพียงพอพิจารณาความคุ้มครองที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยไม่น้อยกว่าจำนวนที่ยังขาด
ต้องการซื้อเพราะถูกเสนอขาย แต่ยังไม่เห็นตารางกรมธรรม์และเอกสารสรุปเงื่อนไขยังไม่ควรเซ็น ขอเอกสารให้ครบก่อน
จ่ายเบี้ยไหวปีนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจ่ายไหวตลอดสัญญาลดขนาดความคุ้มครองหรือเลื่อนออกไป ดีกว่าซื้อแล้วขาดอายุ

คำถามที่พบบ่อย

ประกันภัยมีทั้งหมดกี่ประเภทกันแน่

ถ้าถามตามกฎหมาย ตอบว่า 2 ตระกูล คือประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ซึ่งกำกับด้วยกฎหมายคนละฉบับ ถ้าถามตามหลักวิชาการที่ คปภ. ใช้ ตอบว่า 3 กลุ่ม คือบุคคล ทรัพย์สิน และความรับผิดตามกฎหมาย การนับ “จำนวนแบบสินค้า” เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ตอบได้ทุกบริบท

มีประกันสังคมหรือบัตรทองแล้ว ต้องซื้อประกันสุขภาพเพิ่มไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นกับว่าคุณใช้สิทธิเดิมได้จริงแค่ไหน ยอมรับเงื่อนไขของหน่วยบริการตามสิทธิได้หรือไม่ และมีเงินสำรองรับส่วนต่างหรือไม่ รายละเอียดอยู่ในบท ต้องซื้อประกันสุขภาพเพิ่มไหม

พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ขับขี่ที่ทำผิดด้วยหรือไม่

คุ้มครองเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ผู้ขับขี่ที่กระทำละเมิดจะไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนจากบริษัทผู้รับประกันภัยของตนเอง

ทำไมเบี้ยของฉันกับเพื่อนต่างกัน ทั้งที่รถรุ่นเดียวกัน

เพราะฐานความเสี่ยงต่างกัน เช่น อายุผู้ขับขี่ (ในแบบระบุชื่อ) ลักษณะการใช้รถ อายุรถ จำนวนเงินเอาประกันภัย และส่วนลดที่แต่ละคนได้รับต่างกัน การเทียบที่แฟร์ต้องตรึงเงื่อนไขเหล่านี้ให้เท่ากันก่อน

ถ้าตัวแทนบอกว่า “คุ้มครองทุกอย่าง” ควรเชื่อไหม

ให้ขอดูข้อความในกรมธรรม์และเอกสารสรุปเงื่อนไข ไม่มีกรมธรรม์ใดคุ้มครองทุกอย่างโดยไม่มีข้อยกเว้น ให้ถามตรง ๆ ว่าอะไรไม่คุ้มครอง และให้ชี้เป็นลายลักษณ์อักษร

อ่านต่อเพื่อวางแผนให้ครบ

แหล่งอ้างอิง

  1. คปภ.: คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (วงเงิน พ.ร.บ., ข้อยกเว้นข้อ 18, ความเสียหายส่วนแรก, ระบุชื่อผู้ขับขี่, โครงสร้างตารางกรมธรรม์รถยนต์)
  2. คปภ.: กฎหมายอนุบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย (ฉบับประมวล ปรับปรุง 4 กันยายน 2566) — นิยาม “วินาศภัย” ตาม พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา ๔
  3. ธนาคารแห่งประเทศไทย: ก่อนซื้อประกันชีวิต ... วางแผนเบี้ยประกันอย่างไร — แนวทางประเมินภาระและความคุ้มครองที่มี ระยะเวลาผ่อนผัน และทางเลือกเมื่อจ่ายเบี้ยไม่ไหว
  4. คปภ.: เอกสารให้ความรู้ “ประกันชีวิต เรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัวคุณ” — นิยามการประกันชีวิตและคำแนะนำการกรอกใบคำขอ (เอกสารจัดทำปี 2562 บทความนี้จึงไม่ใช้ตัวเลขทางภาษีจากเอกสารนี้)
  5. คปภ.: ประเภทของการประกันภัย (สำเนาเก็บถาวร 7 ตุลาคม 2561 ของหน้าการศึกษา คปภ. เนื่องจากหน้าเว็บปัจจุบันเป็นเว็บแอปที่อ่านข้อความตรง ๆ ไม่ได้)
  6. ตารางความคุ้มครอง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ — ใช้ยืนยันตัวเลขวงเงินซ้ำกับคู่มือตีความของ คปภ. (ไม่ใช่การจัดอันดับหรือการแนะนำบริษัท)
  7. คปภ.: ศูนย์บริการ oiceservice — ค้นหากรมธรรม์ ตารางคำนวณเงิน พ.ร.บ. ระบบค้นหากฎหมาย และช่องทางรับเรื่องร้องเรียน

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อช่วยอ่านและเปรียบเทียบเงื่อนไข ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน กฎหมาย หรือการรับประกันเฉพาะบุคคล และไม่ใช่การจัดอันดับหรือรับรองกรมธรรม์ ผลิตภัณฑ์ หรือบริษัทใด บทความนี้ไม่ยืนยันว่าผู้อ่านจะได้รับความคุ้มครอง วงเงิน เบี้ย หรือการอนุมัติตามที่กล่าว ก่อนตัดสินใจให้ยึดกรมธรรม์ เอกสารสรุปเงื่อนไข ใบคำขอ และการพิจารณารับประกันของบริษัทเป็นหลัก และตรวจสอบข้อมูลที่ใช้บังคับกับ คปภ. สายด่วน 1186

ใช้พลังจาก Amity Tech CMS