คู่มือช่วยตัดสินใจ

ประกันชีวิตมี 4 แบบหลัก ต่างกันอย่างไร และควรมีทุนประกันเท่าไร

17 กันยายน 2026

กรมธรรม์ประกันชีวิตพื้นฐานมี 4 แบบ ได้แก่ สะสมทรัพย์ ตลอดชีพ ชั่วระยะเวลา และบำนาญ ต่างกันที่จังหวะและรูปแบบการจ่ายผลประโยชน์ ไม่ใช่แค่คำว่า “ได้เงินคืน” [1][2] ก่อนเซ็น ควรเริ่มจากภาระของคนข้างหลัง ดูตารางกรมธรรม์และข้อยกเว้น แล้วค่อยเปรียบเทียบข้อเสนอที่อยู่ในมือ

บทความนี้อธิบายข้อมูลจากเอกสาร คปภ. และกรมสรรพากรที่ตรวจเมื่อ 17 กันยายน 2569 โดยตัวเลขภาษีระบุชัดว่าเป็น “ปีภาษี 2568” ไม่ใช่การยืนยันสิทธิของปีภาษี 2569

4 แบบพื้นฐานต่างกันอย่างไร

แบบบริษัทจ่ายเงินเมื่อใดตามคำนิยามคำถามที่ควรถามก่อนเลือก
สะสมทรัพย์ (Endowment)จ่ายแก่ผู้เอาประกันเมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญา หรือจ่ายแก่ผู้รับประโยชน์เมื่อเสียชีวิตภายในระยะประกันภัยครบกำหนดเมื่อไร ผลประโยชน์ที่รับประกันและไม่รับประกันแยกกันอย่างไร
ตลอดชีพ (Whole Life)คุ้มครองตลอดชีพ และจ่ายแก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตขณะกรมธรรม์มีผลบังคับระยะคุ้มครอง ระยะชำระเบี้ย และทุนที่ต้องการให้คนข้างหลังได้รับเพียงพอหรือไม่
ชั่วระยะเวลา (Term)จ่ายแก่ผู้รับประโยชน์เมื่อเสียชีวิตภายในระยะเวลาเอาประกันภัยภาระที่จะคุ้มครองอยู่ถึงปีใด และเมื่อครบกำหนดสัญญาจะเหลือความเสี่ยงใด
บำนาญ (Annuity)จ่ายเงินเป็นงวดสม่ำเสมอเมื่อถึงอายุตามกรมธรรม์ จนเสียชีวิตหรือครบอายุตามที่กำหนดเริ่มรับบำนาญอายุใด รับถึงอายุใด และต้องจ่ายเบี้ยครบก่อนรับหรือไม่

คปภ. ระบุ 4 แบบข้างต้นเป็นกรมธรรม์พื้นฐาน [1] ส่วนคำสั่งนายทะเบียนที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 15 มกราคม 2568 ให้นิยามแบบตลอดชีพว่าเป็นแบบที่มีระยะเอาประกันตั้งแต่ครบอายุ 90 ปีขึ้นไป และนิยามแบบบำนาญมีการจ่ายรายงวดตามการทรงชีพ โดยช่วงเริ่มรับอยู่ตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไปถึงอายุ 85 ปีหรือกว่านั้น [2]

ตารางนี้เป็นแผนที่อ่าน “จังหวะการจ่าย” ไม่ใช่คำจัดอันดับว่าแบบใดดีกว่า เพราะทุนประกัน ระยะเวลา เบี้ย ผลประโยชน์ และข้อยกเว้นของแต่ละกรมธรรม์อาจต่างกันมาก

อย่าสับสน 4 แบบพื้นฐานกับแบบพิเศษ

ยูนิเวอร์แซล ไลฟ์กำหนดผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตเป็นจำนวนแน่นอน แต่ผลประโยชน์การอยู่รอดขึ้นอยู่กับผลตอบแทนที่บริษัทนำเบี้ยไปลงทุน โดยมีการรับรองผลตอบแทนขั้นต่ำตามที่เอกสาร คปภ. อธิบาย [1]

ยูนิต ลิงค์คล้ายกันในส่วนความคุ้มครองชีวิต แต่การลงทุนอยู่ในกองทุนรวมที่ผู้เอาประกันเป็นผู้ตัดสินใจ และผลตอบแทนขึ้นอยู่กับราคาหน่วยลงทุน [1] จึงไม่ควรอ่านคำว่า “ผลตอบแทน” เป็นเงินที่รับประกันทั้งหมด ควรขอให้ผู้เสนอขายแยกส่วนที่รับประกัน ส่วนที่ไม่รับประกัน ค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงของการลงทุนเป็นเอกสารก่อนตัดสินใจ

ควรมีทุนประกันเท่าไร: ใช้ “ช่องว่างของครัวเรือน” เป็นจุดเริ่ม

ไม่มีสูตรทางการที่กำหนดทุนประกันเดียวสำหรับทุกคน กรอบต่อไปนี้เป็นวิธีคิดเพื่อเริ่มรวบรวมข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคลหรือทุนที่บริษัทจะรับประกันให้

  1. รวมภาระหนี้ที่คนข้างหลังอาจต้องรับ เช่น หนี้บ้าน รถ บัตร หรือสินเชื่อส่วนบุคคล
  2. ประเมินรายได้ครัวเรือนที่หายไป และจำนวนปีที่ครัวเรือนยังต้องพึ่งรายได้นั้น
  3. เพิ่มเงินก้อนที่อาจต้องใช้ทันทีและทุนการศึกษาที่ยังไม่ได้กันไว้
  4. หักเงินสำรอง สวัสดิการหรือประกันกลุ่ม และทรัพย์สินที่พร้อมใช้จริง

ตัวอย่างคำนวณ (ตัวเลขสมมติ)

สมมติว่าผู้เอาประกันอายุ 35 ปี รายได้ที่ครัวเรือนจะขาดหาย 25,000 บาทต่อเดือนต่ออีก 10 ปี มีหนี้คงเหลือ 800,000 บาท มีเงินสำรอง 200,000 บาท และมีประกันกลุ่มจากนายจ้าง 500,000 บาท

รายการจำนวนเงิน (บาท)
หนี้คงเหลือที่ต้องปิด800,000
ทดแทนรายได้ 10 ปี × 25,000 × 123,000,000
เงินก้อนสำหรับค่าใช้จ่ายวาระสุดท้าย100,000
รวมภาระ3,900,000
หักเงินสำรองที่มี(200,000)
หักประกันกลุ่ม/สวัสดิการจากนายจ้าง(500,000)
ช่องว่างที่อาจพิจารณาคุ้มครอง3,200,000

จำนวน 3,200,000 บาทเป็นผลจากสมมติฐานในตัวอย่างเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ทำทุนเท่านี้ และไม่ใช่การรับรองว่าจะซื้อได้หรือมีเบี้ยเท่าไร การพิจารณาของบริษัทขึ้นกับอายุ สุขภาพ อาชีพ และข้อมูลในใบคำขอ หากเบี้ยที่เสนอทำให้กระทบค่าครองชีพ ควรทบทวนทุนหรือระยะเวลาเอาประกัน และปรึกษาผู้มีใบอนุญาตที่อธิบายเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษร

เช็กลิสต์อ่านกรมธรรม์ก่อนเซ็น

คปภ. แนะนำให้เลือกแบบที่ตรงความต้องการ วางแผนว่าจ่ายเบี้ยได้ตลอดช่วงชำระ กรอกใบคำขอตามความเป็นจริง และตรวจข้อมูลในหน้าตารางกรมธรรม์เมื่อได้รับเอกสาร [1] ใช้เช็กลิสต์นี้กับข้อเสนอทุกฉบับ

  • จำนวนเงินเอาประกัน ระยะเวลาเอาประกัน ระยะเวลาชำระเบี้ย และงวดชำระเบี้ยตรงกับที่เข้าใจหรือไม่
  • ผู้รับประโยชน์และข้อมูลส่วนบุคคลถูกต้องหรือไม่
  • ผลประโยชน์ที่ “รับประกัน” กับ “ไม่รับประกัน” แยกยอดและเงื่อนไขชัดหรือไม่
  • ข้อยกเว้น ระยะผ่อนผันการชำระเบี้ย และเงื่อนไขกรมธรรม์ขาดอายุเขียนว่าอย่างไร
  • มูลค่ากรมธรรม์มีอะไรบ้าง: ค่าเวนคืน มูลค่าการใช้เงินสำเร็จ และการขยายระยะเวลาการใช้เงิน คือองค์ประกอบที่คำสั่งนายทะเบียนนิยามไว้ [2]
  • เก็บใบเสร็จชั่วคราวของบริษัทเมื่อชำระเบี้ยงวดแรก และตรวจตารางกรมธรรม์พร้อมใบเสร็จเมื่อได้รับ [1]

เอกสาร คปภ. ระบุสิทธิยกเลิกกรมธรรม์ภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับกรมธรรม์ หรือภายใน 30 วันหากซื้อผ่านโทรศัพท์ แล้วแต่กรณี [1] เอกสารเดียวกันยกตัวอย่างข้อยกเว้นที่ควรอ่าน ได้แก่ การฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี และกรณีผู้รับประโยชน์ฆ่าผู้เอาประกัน [1] ข้อยกเว้นและผลประโยชน์ที่ใช้กับคุณให้ยึดข้อความในกรมธรรม์ฉบับที่กำลังจะซื้อเป็นหลัก

ลดหย่อนภาษี: ใช้ได้เมื่อเข้าเงื่อนไข และข้อมูลนี้เป็นปีภาษี 2568

ตารางนี้อ้างคู่มือ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568 ของกรมสรรพากร ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 24 ธันวาคม 2568 [3][4]

รายการเพดานตามจ่ายจริงเงื่อนไข/ข้อสังเกตสำคัญ
เบี้ยประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ไม่เกิน 100,000 บาทกรมธรรม์ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และทำกับบริษัทที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร
เบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ไม่เกิน 10,000 บาทใช้เมื่อเป็นคู่สมรสตลอดปีภาษีตามเงื่อนไขในคู่มือ
เบี้ยประกันสุขภาพไม่เกิน 25,000 บาทเมื่อรวมกับสิทธิประกันชีวิต ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ90,000 บาท และเพิ่มได้ 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาทวงรวมกับกองทุนที่คู่มือระบุไม่เกิน 500,000 บาทในปีภาษีเดียวกัน

สิทธิไม่ได้เกิดจากชื่อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว: สำหรับประกันชีวิตทั่วไป กรมธรรม์ต้องมีระยะตั้งแต่ 10 ปี บริษัทต้องประกอบกิจการในราชอาณาจักร และหากมีเงินหรือผลประโยชน์คืนระหว่างอายุกรมธรรม์ ต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี [3] กรมธรรม์ที่เริ่มทำตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิแก่บริษัท [3] เบี้ยส่วนความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมใช้สิทธิยกเว้นภาษีไม่ได้ [3]

หากใช้สิทธิแล้วภายหลังไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ คู่มือระบุว่าอาจหมดสิทธิ ต้องยื่นแบบเพิ่มเติมสำหรับปีที่เคยใช้สิทธิ และมีเงินเพิ่มตามกฎหมาย [3] เพราะฉะนั้นอย่าซื้อเพียงเพื่อลดภาษี: ตรวจเงื่อนไขในกรมธรรม์และถามบริษัทเรื่องเอกสารภาษีก่อนชำระเบี้ย

ยังไม่ต้องซื้อหรือยังไม่ควรซื้อตอนนี้ได้

  • ยังไม่มีผู้พึ่งพารายได้ของคุณ และไม่มีหนี้ที่ต้องการโอนความเสี่ยงให้คนข้างหลัง
  • ยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือกระแสเงินสดยังไม่มั่นคง อ่านแนวทางเริ่มต้นได้ที่ การมีเงินสำรองฉุกเฉินก่อน
  • ยังไม่มั่นใจว่าจะจ่ายเบี้ยต่อเนื่องได้ เพราะ คปภ. เตือนว่าการจ่ายเบี้ยไม่ต่อเนื่องอาจทำให้กรมธรรม์ขาดผลบังคับและสิ้นสุดความคุ้มครอง [1]
  • ยังไม่เข้าใจค่าเวนคืน เงื่อนไขขาดอายุ หรือข้อยกเว้นในเอกสารฉบับจริง
  • เหตุผลหลักมีเพียงลดหย่อนภาษี ทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจเงื่อนไขและผลหากผิดเงื่อนไข

ทางเลือกที่อาจใช้ประกอบการตัดสินใจคือ ตรวจประกันกลุ่มของนายจ้างก่อน เก็บเงินสำรองเอง หรือพิจารณาความคุ้มครองสำหรับช่วงที่ยังมีภาระโดยทบทวนใหม่เมื่อภาระลดลง ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุคุ้มครองคนละความเสี่ยงกับประกันชีวิต จึงควรอ่านแยกกันที่ ประกันสุขภาพจำเป็นไหม และ คู่มือประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล หากเกี่ยวกับบ้านและสินเชื่อ โปรดดู คู่มือกู้ซื้อบ้านหลังแรก

หากมีข้อพิพาทหรือข้อสงสัย

เก็บใบเสนอขาย ใบคำขอ ใบเสร็จ และกรมธรรม์ไว้เสมอ หากติดต่อบริษัทแล้วไม่ได้ข้อยุติ สามารถสอบถามสายด่วน คปภ. 1186 หรือใช้ช่องทางร้องเรียนออนไลน์ของ คปภ. [1][5]

สรุป

อย่าเลือกจากคำว่า “ได้เงินคืน” หรือ “ลดหย่อนภาษี” เพียงคำเดียว เริ่มด้วยการหาเงินที่ครัวเรือนจะขาดหากเกิดเหตุ อ่านว่าแบบนั้นจ่ายเงินเมื่อใด ตรวจตารางกรมธรรม์และข้อยกเว้น แล้วจึงเทียบข้อเสนอ หากยังตอบไม่ได้ว่าจะจ่ายเบี้ยต่อเนื่องอย่างไร การรอและจัดเงินสำรองก่อนก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม

แหล่งอ้างอิง

  1. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.), “การประกันชีวิต เรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวคุณ” (ตรวจ 17 ก.ย. 2569): เอกสาร PDF
  2. คปภ., “คำสั่งนายทะเบียน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิต” (มีผล 15 ม.ค. 2568; ตรวจ 17 ก.ย. 2569): เอกสาร PDF
  3. กรมสรรพากร, คู่มือวิธีกรอกแบบ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568 (ตรวจ 17 ก.ย. 2569): เอกสาร PDF
  4. กรมสรรพากร, คู่มือวิธีกรอกแบบ ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 2568 (ตรวจ 17 ก.ย. 2569): เอกสาร PDF
  5. คปภ., ระบบรับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ (ตรวจ 17 ก.ย. 2569): complaintportal.oic.or.th
ใช้พลังจาก Amity Tech CMS