เช็กสุขภาพการเงินของตัวเองก่อนวางแผน: 3 อัตราส่วนที่ต้องรู้ และควรแก้อะไรก่อน
ถ้าคุณอยากรู้ว่า “การเงินของตัวเองตอนนี้เป็นอย่างไร” ก่อนจะวางแผนอะไรต่อไป คำตอบเริ่มจากตัวเลข 3 ตัวที่คิดเองได้ในไม่กี่นาที และทั้งสามสูตรเป็นสูตรเดียวกับที่ “โปรแกรมตรวจสุขภาพการเงินอย่างง่าย” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้จริง ได้แก่ (1) อัตราส่วนเงินออม = เงินออมต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน (2) อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ = ภาระผ่อนชำระหนี้ทุกประเภทต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน และ (3) เงินออมฉุกเฉิน = เงินออมฉุกเฉิน ÷ (ค่าใช้จ่ายต่อเดือน + ภาระผ่อนชำระหนี้ต่อเดือน) ออกมาเป็น “จำนวนเท่า”
คำตอบสั้นของคำถาม “ควรแก้อะไรก่อน” คือแบบนี้ ถ้า รายรับน้อยกว่ารายจ่าย ต้องแก้จุดนี้ก่อนทุกเรื่อง เพราะเอกสารของ ธปท. ระบุตรง ๆ ว่างบแบบนี้ “ไม่สามารถเป็นแผนใช้เงินได้ … จะเข้าสู่วังวนแห่งหนี้” ถ้างบไม่ติดลบแต ภาระผ่อนรวมทุกประเภทเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน ให้หยุดก่อหนี้เพิ่มและจัดลำดับปิดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน ต่อด้วย เงินสำรองฉุกเฉินให้ถึง 3–6 เท่า แล้วจึงค่อยเพิ่มการออมตามเป้าหมาย (ลำดับ 4 ข้อนี้เป็นการเรียบเรียงของ RUAY OK จากเอกสาร ธปท. ไม่ใช่ประกาศทางการของ ธปท. — รายละเอียดและแหล่งอ้างอิงอยู่ในหัวข้อ “ควรแก้อะไรก่อน” ด้านล่าง)
บทความนี้ไม่มีลิงก์ affiliate ไม่รีวิว จัดอันดับ หรือแนะนำผลิตภัณฑ์การเงิน การลงทุน ประกัน หรือสินเชื่อใด ไม่รับรองผลตอบแทนหรือผลการอนุมัติ และไม่ยืนยันว่าตัวเลขชุดหนึ่งจะแปลว่า “สุขภาพการเงินดีแน่นอน” เพราะเกณฑ์ที่หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ ไม่เท่ากัน และเป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย
ตัวเลขและเกณฑ์ในบทนี้ตรวจจากหน้าทางการเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะเกณฑ์ระดับ (สี แดง/เหลือง/เขียว) ของเครื่องมือ ธปท. ซึ่ง ไม่ได้แสดงเป็นตัวเลขบนหน้าจอผู้ใช้ แต่เป็นตรรกะที่อยู่ในโค้ดของหน้าเครื่องมือ จึงต้องอ่านกำกับไว้แบบนี้ทุกครั้ง
สรุปสั้น: 3 อัตราส่วนที่ต้องรู้ และเกณฑ์ที่เครื่องมือใช้
| อัตราส่วน | สูตรที่ใช้ | เกณฑ์ที่เครื่องมือ ธปท. ใช้ (อ่านจากโค้ดหน้าเครื่องมือ ณ 3 ต.ค. 2569) | ตัวเลขนี้บอกอะไร |
|---|---|---|---|
| 1. เงินออมต่อรายได้ | เงินออมต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน × 100 | น้อยกว่า 10% = แดง · 10% ถึงน้อยกว่า 25% = เหลือง · 25% ขึ้นไป = เขียว | สัดส่วนรายได้ที่กันไว้เป็นเงินออมจริงในแต่ละเดือน |
| 2. หนี้สินต่อรายได้ | ภาระผ่อนชำระหนี้ต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน × 100 | น้อยกว่า 33% = เขียว · 33% ถึงน้อยกว่า 50% = เหลือง · 50% ขึ้นไป = แดง | รายได้ถูกใช้ไปกับค่างวดหนี้มากแค่ไหน (เกณฑ์ “เขียว” สอดคล้องกับข้อความ “ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้” ในเอกสาร ธปท.) |
| 3. เงินออมฉุกเฉิน | เงินออมฉุกเฉิน ÷ (ค่าใช้จ่ายต่อเดือน + ภาระผ่อนชำระหนี้ต่อเดือน) | น้อยกว่า 3 เท่า = เหลือง · 3–6 เท่า = เขียว · มากกว่า 6 เท่า = เขียว | ถ้ารายได้หยุดหรือมีเหตุไม่คาดคิด จะประคองตัวเองได้กี่เดือน |
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อย: หน้าจอของเครื่องมือจะโชว์เพียง “สี + ข้อความสถานะ” เช่น “ภาระหนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เกินตัว” หรือ “ภาระหนี้เริ่มเยอะแล้ว” โดยไม่โชว์ตัวเลขเกณฑ์ ดังนั้นเมื่อเราพูดถึง 10% / 25% / 33% / 50% / 3–6 เท่า ในบทนี้ ให้ถือว่าเป็น เกณฑ์ที่เครื่องมือใช้จริง ตรวจจากโค้ดของหน้าเครื่องมือ ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569 ไม่ใช่ตัวเลขที่ ธปท. ประกาศเป็นมาตรฐานกลาง
อัตราส่วนที่ 1: เงินออมต่อรายได้
วิธีคิด
เอาเงินที่กันไว้เป็นเงินออมในหนึ่งเดือนหารด้วยรายได้ต่อเดือน แล้วคูณ 100 ตัวอย่างเช่น รายได้ 30,000 บาท ออม 4,000 บาท → 4,000 ÷ 30,000 × 100 = 13.33%
ในเครื่องมือของ ธปท. ช่องนี้ชื่อ “เงินออม (บาท)” หน้าเว็บไม่ได้เขียนคำว่า “ต่อเดือน” กำกับไว้ แต่ข้อความสถานะของเครื่องมือพูดถึง “ออมเพิ่มขึ้นให้ได้ 1 ใน 4 ของรายได้” และเอกสาร ธปท. เรื่องการออมระบุ “1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน” จึงควรอ่านเป็น เงินออมต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน
อ่านผลอย่างไร
- น้อยกว่า 10% (แดง): เครื่องมือให้ข้อความว่า “คุณต้องพยายามอีกนิด เพื่อให้เงินออมเพิ่มขึ้น ลดรายจ่าย ลดหนี้ หรือหารายได้เสริม”
- 10% ถึงน้อยกว่า 25% (เหลือง): “คุณมาถูกทางแล้ว ถ้าออมเพิ่มขึ้นให้ได้ 1 ใน 4 ของรายได้จะดีมาก”
- 25% ขึ้นไป (เขียว): “คุณยอดเยี่ยมมาก! แต่ควรแบ่งเงินออมเป็นส่วน ๆ เก็บเงินออมฉุกเฉินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ส่วนที่เหลือก็นำไปลงทุน แต่ต้องศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง”
ข้อความสีเขียวของเครื่องมือแตะเรื่องการลงทุนเพียงในเชิงเตือนว่ามีความเสี่ยง — บทนี้ไม่แนะนำการลงทุนใด ๆ และไม่เข้าไปในรายละเอียดตรงนั้น
ตัวเลขที่ ธปท. แนะนำ และเหตุผลที่ “ออมน้อยลงก่อน” ก็มี
เอกสาร ธปท. เรื่องการออมระบุไว้ว่า
“ควรออมเงินประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน อย่างไรก็ตามอัตราส่วนนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับรายได้ปัจจุบันและแผนทางการเงินที่วางไว้ … แต่ถ้าเรามีรายได้น้อยและหนี้สินเยอะ ก็อาจลดการออมลง เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปทยอยผ่อนชำระหนี้สินที่มีให้หมดก่อน แล้วค่อยออมเพิ่มขึ้น เป็นต้น” — ธปท. หน้า “การออม”
แปลว่า “ออม 25%” ไม่ใช่คะแนนสอบที่ต้องผ่านทุกคน ถ้าตอนนี้คุณมีรายได้จำกัดและมีหนี้ดอกเบี้ยสูงอยู่ เอกสารทางการเองก็เปิดทางให้ลดการออมลงชั่วคราวเพื่อปิดหนี้ก่อน แล้วกลับมาเพิ่มการออมภายหลัง — เป็นทางเลือกที่สมเหตุผล ไม่ใช่การยอมแพ้
อัตราส่วนที่ 2: หนี้สินต่อรายได้
วิธีคิด
รวมค่างวดที่ต้องจ่ายจริงในหนึ่งเดือน ทุกประเภท (บ้าน รถ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ผ่อนสินค้า หนี้นอกระบบ) แล้วหารด้วยรายได้ต่อเดือน ตัวอย่างรายได้ 30,000 บาท ภาระผ่อนรวม 9,000 บาท → 9,000 ÷ 30,000 × 100 = 30%
เกณฑ์ 1 ใน 3 ที่เอกสาร ธปท. ระบุไว้ 3 แห่ง
ข้อความนี้พบในเอกสาร ธปท. มากกว่าหนึ่งหน้า ซึ่งช่วยยืนยันกันได้
“ภาระการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของหนี้ทุกประเภทในแต่ละเดือนรวมกัน ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน” — ธปท. หน้า “ขั้นตอนการวางแผนการเงิน”
“สัดส่วนการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน” — ธปท. หน้า “การบริหารจัดการหนี้”
หน้า “ภาระหนี้สิน” ของ ธปท. อธิบายเหตุผลของเกณฑ์นี้เพิ่มว่า เพื่อให้ “มีเงินใช้สำหรับเรื่องอื่นในชีวิต เช่น ออมเพื่อวันข้างหน้า ซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นต้องใช้ในปัจจุบัน” — คือ 1 ใน 3 เป็นเพดานที่เหลือที่ว่างให้ชีวิตส่วนอื่น ไม่ใช่เป้าหมายที่ควรไปแตะ
อ่านผลอย่างไร (และเชื่อมกับเกณฑ์ 1 ใน 3)
- น้อยกว่า 33% (เขียว): เครื่องมือเขียนว่า “ภาระหนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เกินตัว หากจะกู้เพิ่ม ควรเป็นหนี้เท่าที่จำเป็นและจ่ายไหว” — สังเกตว่าเครื่องมือไม่ได้บอกว่า “กู้เพิ่มได้” แต่บอกว่าให้กู้เท่าที่จำเป็น
- 33% ถึงน้อยกว่า 50% (เหลือง): “ภาระหนี้เริ่มเยอะแล้ว ยังไหวอยู่ไหม … ที่สำคัญอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก”
- 50% ขึ้นไป (แดง): “ภาระหนี้เริ่มหนักอึ้ง มาหาทางลดหนี้ดีกว่า เริ่มจากไม่ก่อหนี้เพิ่ม ลดรายจ่าย หารายได้เสริม พูดคุยกับคนในครอบครัว หรืออาจต้องขายทรัพย์สิน”
เกณฑ์ “เขียวที่น้อยกว่า 33%” ของเครื่องมือกับข้อความ “ไม่ควรเกิน 1 ใน 3” ของเอกสารสอดคล้องกัน (1 ใน 3 ≈ 33.3%) จึงใช้พูดเป็นเรื่องเดียวกันได้ แต่เป็นการอ่านคู่กัน ไม่ใช่ประโยคเดียวกันในต้นฉบับ
ถ้าหนี้เริ่มเกินเกณฑ์: สำรวจก่อน แล้วค่อยจัดลำดับ
เอกสาร ธปท. แนะนำให้สำรวจข้อมูลหนี้ให้ครบ 6 ด้านก่อนเริ่มแก้ ได้แก่ (1) ประเภทของหนี้ (2) หลักประกันหรือสินทรัพย์เช่าซื้อ (3) เจ้าหนี้ (4) ยอดหนี้คงเหลือทั้งหมด (5) อัตราดอกเบี้ย และ (6) จำนวนเงินที่ผ่อนชำระต่อเดือน
จากนั้นจึงจัดกลุ่มและเรียงลำดับ โดยเอกสารระบุแนวทางไว้ว่า ให้จัดกลุ่มหนี้ระยะสั้น (ยอดคงเหลือน้อยหรือดอกเบี้ยสูง) เพื่อช่วยประหยัดดอกเบี้ย และกลุ่มหนี้ระยะยาว (ยอดมาก ผ่อนนาน) แล้วเรียงลำดับ เช่น ตามยอดหนี้คงเหลือจากน้อยไปหามาก หรือ ตามดอกเบี้ยและยอดผ่อนชำระต่อเดือนจากมากไปหาน้อย
อีกจุดที่พลาดกันบ่อยคือการเทียบดอกเบี้ยคนละหน่วย เอกสาร ธปท. ให้วิธีคำนวณคร่าว ๆ ว่า ถ้าเจออัตราแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) ให้นำไปคูณ 1.8 เพื่อเทียบเป็นอัตราแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) เช่น Flat 7% ต่อปี ≈ Effective 12.6% ต่อปี ตัวคูณนี้เป็น “การคำนวณคร่าว ๆ” ตามที่เอกสารระบุ ใช้เพื่อเทียบขนาดของภาระเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ปิดสัญญา
อัตราส่วนที่ 3: เงินออมฉุกเฉินกี่เท่า
วิธีคิด — ตัวหารไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย
สูตรที่เครื่องมือใช้คือ เงินออมฉุกเฉิน ÷ (ค่าใช้จ่ายต่อเดือน + หนี้สินต่อเดือน) ซึ่งต่างจากที่หลายคนเข้าใจว่าเอาเงินออมฉุกเฉินหารค่าใช้จ่ายอย่างเดียว เพราะเวลารายได้หยุด ค่างวดหนี้ก็ยังต้องจ่าย
ตัวอย่าง รายได้ 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายต่อเดือน 15,000 บาท ภาระผ่อน 9,000 บาท เงินออมฉุกเฉิน 60,000 บาท → 60,000 ÷ (15,000 + 9,000) = 2.5 เท่า
อ่านผลอย่างไร
- น้อยกว่า 3 เท่า (เหลือง): “คุณต้องออกแรงอีกนิด ออมให้ถึง 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน โดยออมไว้ในบัญชีออมทรัพย์สำหรับออมเผื่อฉุกเฉินโดยเฉพาะ”
- 3–6 เท่า (เขียว): “คุณทำดีแล้ว ถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็สามารถพึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องไปยืมใคร” — และเครื่องมือกำกับเพิ่มว่า หากเป็นผู้มีอาชีพอิสระ ควรมีเงินออมนี้ 6–12 เท่า ของค่าใช้จ่ายจำเป็นและภาระหนี้ต่อเดือน
- มากกว่า 6 เท่า (เขียว): เครื่องมือบอกว่าอาจนำส่วนที่เกิน 6 เท่าไปพิจารณาลงทุนได้ — บทนี้ไม่แนะนำการลงทุน แต่ถ้าคุณเลือกจะเก็บเกิน 6 เท่าไว้เฉย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด
เอกสาร ธปท. ระบุเป้าหมายเดียวกันว่า “มีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน 3 - 6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน” และหน้า “การออม” ระบุให้ แยกเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เพื่อให้หยิบใช้ได้ทันทีเมื่อเจ็บป่วยหรือมีเหตุให้ต้องใช้เงินก้อน
ส่วน “วิธีสร้างเงินสำรองฉุกเฉินทีละขั้น” เป็นคนละเรื่องกับบทนี้ — ถ้าคุณรู้ตัวเลขเป้าหมายแล้วแต่ยังไม่รู้จะเริ่มเก็บอย่างไร ดูบท เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไรและเริ่มเก็บอย่างไร
ตัวอย่างคำนวณจากตัวเลขสมมติ
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็น ตัวเลขสมมติที่ RUAY OK ตั้งขึ้นเพื่อสาธิตวิธีอ่านผล ไม่ใช่ข้อมูลของบุคคลจริง และไม่ได้มาจากเครื่องมือของ ธปท. โดยตรง (เครื่องมือของ ธปท. คำนวณให้เมื่อคุณกรอกตัวเลขของคุณเอง)
| ข้อมูลที่กรอก | ค่าที่ใช้ |
|---|---|
| รายได้ต่อเดือน | 30,000 บาท |
| เงินออมต่อเดือน | 4,000 บาท |
| ภาระผ่อนชำระหนี้ต่อเดือน (รวมทุกประเภท) | 9,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายต่อเดือน | 15,000 บาท |
| เงินออมฉุกเฉินที่มีอยู่ | 60,000 บาท |
| อัตราส่วน | คำนวณได้ | อ่านผลตามเกณฑ์เครื่องมือ |
|---|---|---|
| เงินออมต่อรายได้ | 4,000 ÷ 30,000 = 13.33% | เหลือง (อยู่ในช่วง 10% ถึงน้อยกว่า 25%) |
| หนี้สินต่อรายได้ | 9,000 ÷ 30,000 = 30% | เขียว (น้อยกว่า 33%) |
| เงินออมฉุกเฉิน | 60,000 ÷ 24,000 = 2.5 เท่า | เหลือง (น้อยกว่า 3 เท่า) |
อ่านตัวอย่างนี้ให้ครบทั้งสามช่องก่อนตัดสินใจว่า “การเงินเราดีหรือแย่” เพราะผลออกมาคนละสี — หนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ยังโอเค แต่เงินสำรองฉุกเฉินยังไม่ถึงขั้นต่ำ และการออมยังต่ำกว่า 1 ใน 4
ตัวเลขที่ควรใช้เป็นเป้าหมายต่อจากนี้คือ ฐานรายจ่ายจำเป็น (15,000 + 9,000 = 24,000 บาท) ดังนั้นเป้าหมายเงินออมฉุกเฉินขั้นต่ำ 3 เท่า = 72,000 บาท และ 6 เท่า = 144,000 บาท แปลว่ายังขาดอีกประมาณ 12,000 บาท จึงจะถึง 3 เท่า และถ้าอยากไปให้ถึง 1 ใน 4 ของรายได้ ต้องออมเดือนละ 7,500 บาท (จาก 4,000 บาท) — จะออมเพิ่มเท่าไรในหนึ่งเดือนขึ้นอยู่กับรายจ่ายที่ยังลดได้จริงของคุณ
เกณฑ์ของ ธปท. กับของ SET ไม่เท่ากัน — อย่าเทียบข้ามเครื่องมือ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีเครื่องมือและแบบทดสอบด้านการวางแผนการเงินในชื่อชุด SET Happy Money และตั้งเกณฑ์อ้างอิง (Benchmark) ของตัวเองไว้บนหน้าเครื่องมือ ซึ่ง ไม่เท่ากับเกณฑ์ของเครื่องมือ ธปท.
| หัวข้อ | เครื่องมือ ธปท. (ตรวจจากโค้ดหน้า ณ 3 ต.ค. 2569) | SET (ค่า Benchmark บนหน้าโปรแกรม) |
|---|---|---|
| อัตราส่วนการออม | 25% ขึ้นไป = เขียว | อัตราส่วนการออม ≥ 10% |
| เงินสำรอง/สภาพคล่อง | 3–6 เท่า = เขียว | อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน 3–6 เท่า |
| ความมั่งคั่งสุทธิ | — (เครื่องมืออย่างง่ายไม่ได้วัดค่านี้) | มีค่าเป็นบวก |
| กระแสเงินสดสุทธิ | — | มีค่าเป็นบวกต่อเดือน |
| อัตราส่วนการลงทุน | — | ≥ 50% |
ตารางนี้ไม่ได้บอกว่าเครื่องมือใดถูกกว่า แต่บอกว่า เกณฑ์ขึ้นอยู่กับเครื่องมือและจุดประสงค์ของแต่ละเครื่อง ถ้าคุณทำแบบทดสอบของ SET แล้วได้ “ผ่าน” ในขณะที่เครื่องมือ ธปท. ยังให้สีเหลือง ไม่ได้แปลว่าใครผิด — แค่ใช้บรรทัดฐานคนละเส้น
และสิ่งที่ต้องจำคือ หน้าโปรแกรมคำนวณของ SET ระบุเองว่า “ผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณเป็นเพียงตัวเลขประมาณการเท่านั้น โดยใช้สูตรคำนวณตามหลักการวางแผนการเงินส่วนบุคคล”
ควรแก้อะไรก่อน: ลำดับ 4 ข้อที่ใช้ได้จริง
เอกสาร ธปท. ไม่ได้ออกประกาศเป็น “ลำดับที่ 1 2 3 4” ไว้ให้ แต่เงื่อนไขที่เอกสารเขียนไว้ชัดเจนพอจะเรียงเป็นลำดับการแก้ได้ดังนี้ (นี่คือการเรียบเรียงของ RUAY OK จากเอกสาร ธปท. — ต้องอ่านกำกับไว้เสมอ)
1. ถ้ารายรับน้อยกว่ารายจ่าย — แก้ข้อนี้ก่อนทุกเรื่อง
หน้า “แผนใช้เงิน” ของ ธปท. เขียนไว้ตรง ๆ ว่า
“รายรับ < รายจ่าย แปลว่า รายการรายรับรายจ่ายที่มีอยู่ ไม่สามารถเป็นแผนใช้เงินได้ เนื่องจากมีการใช้จ่ายเกินรายรับที่มี หากใช้จ่ายแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเข้าสู่วังวนแห่งหนี้” — ธปท. หน้า “แผนใช้เงิน”
วิธีปรับตามเอกสารคือ “เริ่มจากลดหรือตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก … หากตัดรายจ่ายทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกหมดแล้ว แต่รายรับก็ยังน้อยกว่ารายจ่าย ก็ต้องหารายได้เพิ่ม” และเอกสารย้ำว่า “แผนใช้เงินที่ดี” ต้องมีรายจ่ายไม่เกินรายรับ และ จัดสรรเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินแล้ว โดยนับเงินออมเป็นรายจ่ายรายการหนึ่งด้วย เพราะเป็นเงินที่ออกจากกระเป๋าไปจริง
ถ้าปัญหาคือ “วางงบไม่เป็น” มากกว่าตัวเลขขาดมือ บท จัดงบประมาณรายเดือนด้วยกรอบ 50/30/20 จะช่วยเรื่องวิธีแบ่งสัดส่วน ส่วนบทนี้ทำหน้าที่ชี้ว่าคุณ “อยู่สีอะไร” และ “ควรดันจุดไหนก่อน”
2. ถ้าภาระผ่อนรวมเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ — หยุดก่อหนี้เพิ่ม แล้วจัดลำดับหนี้
ข้อความสถานะสีเหลืองและแดงของเครื่องมือ ธปท. บอกให้ “อย่าก่อหนี้เพิ่มอีก” และเอกสาร ธปท. ก็ระบุว่า “ไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม” ขั้นตอนที่ทำได้ทันทีคือสำรวจหนี้ทั้ง 6 ด้าน แล้วจัดกลุ่มสั้น/ยาว และเรียงลำดับตามยอดคงเหลือ (น้อยไปมาก) หรือตามดอกเบี้ยและยอดผ่อนต่อเดือน (มากไปน้อย) ตามหัวข้อด้านบน
ถ้าสิ่งที่หนักที่สุดคือบัตรเครดิตหลายใบ บท รวมหนี้บัตรเครดิตคุ้มไหม และ แผนปลดหนี้ที่ทำตามได้จริง จะช่วยเรื่องวิธีจัดการต่อ — บทนี้ไม่ลงรายละเอียดเพราะมีบทที่เป็นเจ้าของเรื่องนั้นแล้ว
3. ถ้ามีหนี้ดอกเบี้ยสูงหรือหนี้นอกระบบ — ทยอยปิดก่อน
เอกสาร ธปท. ระบุว่า “หากมีหนี้สินเกินตัว ก็ต้องพยายามปลดหนี้ด้วยการประหยัด ทยอยผ่อนชำระ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบและหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ที่สำคัญไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม หากไม่สามารถชำระคืนได้ ก็ควรหารือกับเจ้าหนี้เพื่อหาทางออกร่วมกัน” และหลักการเรียงลำดับหนี้ของ ธปท. ก็ให้ความสำคัญกับหนี้ที่ “มีดอกเบี้ยสูง” เป็นอันดับแรก ๆ เพื่อประหยัดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทิ้งไป
4. ถ้ายังไม่มีเงินออมฉุกเฉิน 3–6 เท่า — สร้างให้ถึงเป้าก่อนเพิ่มการออมเพื่อเป้าหมายอื่น
เป้าหมายที่เอกสารระบุคือ “3 - 6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน” เก็บในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยเฉพาะ และถ้าคุณเป็นอาชีพอิสระ เครื่องมือของ ธปท. ให้เป้าหมายที่ 6–12 เท่า เพราะรายได้ไม่แน่นอนกว่า
ทางเลือก “ไม่-” ที่เอกสารรองรับ: ลดการออมก่อน เมื่อรายได้น้อยและหนี้เยอะ
ถ้าตอนนี้ทั้งการออมยังต่ำ ทั้งหนี้ก็เกิน 1 ใน 3 การฝืนออม 25% ไว้พร้อมกับพยายามปิดหนี้ทุกก้อนอาจทำให้งบพัง เอกสาร ธปท. เขียนทางเลือกนี้ไว้เองว่า “ถ้าเรามีรายได้น้อยและหนี้สินเยอะ ก็อาจลดการออมลง เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปทยอยผ่อนชำระหนี้สินที่มีให้หมดก่อน แล้วค่อยออมเพิ่มขึ้น” — ลำดับนี้ใช้ได้เมื่อคุณเข้าใจว่าเป็นการพักชั่วคราวเพื่อลดดอกเบี้ยที่ไหลออก แล้วกลับมาเพิ่มการออมเมื่อภาระเบาลง ไม่ใช่การยกเลิกการออมถาวร
และถ้าคุณ “ยังไม่พร้อม” ที่จะทำตามเกณฑ์ใด ๆ ก็ไม่มีอะไรต้องรีบทำให้ครบในเดือนเดียว การทำ “แผนใช้เงิน” เฉพาะตอนที่ชีวิตการเงินเปลี่ยน (เช่น เปลี่ยนงาน มีลูก เริ่มผ่อนก้อนใหม่) ก็เป็นการใช้งานที่เอกสารรองรับ ไม่จำเป็นต้องทำใหม่ทุกเดือน
หลังประเมินแล้ว: 5 ขั้นตอนวางแผนการเงินของ ธปท.
เมื่อรู้สถานะตัวเองแล้ว ขั้นต่อไปคือทำแผน ซึ่งเอกสาร ธปท. วางลำดับไว้ 5 ขั้น
- ประเมินฐานะการเงิน — เอกสารระบุว่า “สิ่งที่สะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริงของบุคคลไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีอยู่ แต่เป็น ‘ความมั่งคั่งสุทธิ’” โดยใช้ สินทรัพย์ − หนี้สิน = ความมั่งคั่งสุทธิ และควรจดบันทึกรายรับรายจ่ายประจำวันเพื่อดูพฤติกรรมตัวเอง โดยที่ รายรับ − เงินออม − รายจ่าย = เงินเหลือใช้/เงินขาดมือ
- ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน — กำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาให้ชัด พร้อมจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับความสามารถทางการเงินช่วงนั้น โดยเอกสารอ้างหลัก SMART ได้แก่ Specific, Measurable, Achievable, Realistic, Time Bound และอาจแบ่งเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
- จัดทำแผนการเงิน — วางว่าเงินจะถูกใช้จ่าย หารายได้เพิ่ม และจัดสรรอย่างไร โดยให้ระยะเวลาของแผนสัมพันธ์กับรายได้และภาระจริง “ไม่กดดันตัวเองจนเกินไป”
- ดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด — เอกสารย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นและมีวินัย
- ตรวจสอบและปรับแผนตามสถานการณ์ อย่างน้อยทุก 6 เดือน — ถ้าไม่เป็นไปตามแผน ให้หาสาเหตุว่าเกิดจากตัวเราหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด แล้วปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ถ้าสิ่งที่ต้องเก็บก่อนคือ “ข้อมูลสถานะของตัวเอง” การมีรายงานเครดิตบูโรไว้ดูประกอบก็ช่วยได้เมื่อคุณกำลังวางแผนกู้หรือรีไฟแนนซ์ ดูวิธีขอและอ่านได้ที่ ตรวจเครดิตบูโรของตัวเอง
เครื่องมือฟรีของหน่วยงานทางการ: ใช้ตอนไหน
ทั้งหกรายการด้านล่างเป็นเครื่องมือที่หน่วยงานทางการเปิดให้ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร และไม่ใช่ลิงก์สมัครผลิตภัณฑ์ — ห้ามลืมว่าผลที่ได้เป็นเพียงประมาณการ
| ใช้ตอนไหน | เครื่องมือ | หน่วยงาน | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|---|
| เริ่มแรก: รู้สถานะตัวเอง | โปรแกรมตรวจสุขภาพการเงินอย่างง่าย | ธปท. | กรอก 5 ช่อง ได้ 3 อัตราส่วนพร้อมสถานะสี (เครื่องมือที่บทนี้ใช้อ้างสูตรและเกณฑ์) |
| เมื่อตั้งเป้าหมายการออมแล้ว | โปรแกรมคำนวณเงินออม | ธปท. | มีแบบ “ออมแบบสม่ำเสมอ” และ “ออมแบบมีเป้าหมาย” |
| เมื่ออยากเช็กว่าทนวิกฤตไหม | เช็กความพร้อม สู้วิกฤตการเงิน | ธปท. | แบบทดสอบความพร้อมรับวิกฤตการเงิน |
| เมื่ออยากได้คำแนะนำเชิงพฤติกรรม | ตรวจสุขภาพทางการเงิน (หมอหนี้เพื่อประชาชน) | ธปท. | วัดพฤติกรรมและความรู้ทางการเงินเพื่อรับคำแนะนำ |
| เมื่อต้องการภาพรวมแบบโปรแกรม | ตรวจสอบสถานะการเงินของคุณ (และ แบบทดสอบสุขภาพทางการเงิน) | SET Happy Money | งบดุลส่วนบุคคล/งบรายได้-ค่าใช้จ่าย พร้อมตาราง Benchmark และแบบทดสอบ |
| เมื่อมีเป้าหมายเป็นตัวเลข | โปรแกรมออมเท่าไหร่ บรรลุเป้าหมาย (และชุดเครื่องมืออื่นที่ หน้าลิสต์โปรแกรมคำนวณ) | SET Happy Money | คำนวณว่าต้องใช้เงินเท่าใด ออมนานแค่ไหนจึงถึงเป้าหมาย |
แนวคิดเริ่มต้นของ SET Happy Money คือ “แปลงความฝันให้กลายเป็นเป้าหมาย” และจัดลำดับเป้าหมายตามความจำเป็น โดยขั้นแรกของ “3 Steps… Happy Money” คือ “เปิดกระเป๋า สำรวจตัวเอง” ด้วยแบบทดสอบหรือการบันทึกงบการเงินส่วนบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับขั้นที่ 1 ของ ธปท. พอดี — ต่างกันแค่เครื่องมือ เนื้อหาหลักคือ “รู้ตัวก่อน แล้วค่อยวางแผน”
ข้อจำกัดและข้อควรระวัง
- ทุกตัวเลขเป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย เอกสาร ธปท. ใช้คำว่า “ควร/ไม่ควร” และเครื่องมือเป็นเพียงโปรแกรมให้ลองคำนวณ
- เกณฑ์ของแต่ละเครื่องมือไม่เท่ากัน อัตราส่วนการออมของ ธปท. ตั้งเขียวที่ 25% แต่ SET ตั้ง Benchmark ที่ ≥10% — ต้องอ้างพร้อมชื่อเครื่องมือเสมอ ไม่มีตัวเลขมาตรฐานเดียวที่ทุกคนต้องได้
- ตัวเลขเกณฑ์ของเครื่องมือ ธปท. อ่านจากโค้ดของหน้าเว็บ ไม่ได้แสดงบนหน้าจอผู้ใช้ และเครื่องมืออาจเปลี่ยนเกณฑ์ได้ จึงต้องตรวจซ้ำเมื่อจะใช้ตัดสินใจจริง
- ผลจากเครื่องคำนวณเป็นเพียงประมาณการ ตามที่ SET ระบุไว้ในหน้าโปรแกรมเอง
- อัตราส่วนไม่ใช่การวินิจฉัยทางการเงิน ตัวเลขสวยทุกช่องไม่ได้แปลว่าปลอดภัย และตัวเลขช่องหนึ่งแดงไม่ได้แปลว่าแผนของคุณใช้ไม่ได้ทั้งหมด
- บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ไม่ได้พิจารณารายได้ หนี้ ภาษี และเป้าหมายชีวิตของคุณเป็นรายกรณี
- ตัวเลขที่เปลี่ยนได้ตามเวลา (เช่น อัตราภาษี อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ความคุ้มครองเงินฝาก เกณฑ์ของเครื่องมือ) บทนี้ตรวจเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ควรตรวจซ้ำก่อนใช้ตัดสินใจ
- ถ้าหนี้เกินตัวจนหาทางออกไม่ได้ เอกสาร ธปท. แนะให้หารือกับเจ้าหนี้ และติดต่อ ธปท. ได้ที่สาย 1213 (BOT Contact Center) ซึ่งรับเรื่องสอบถามข้อมูล ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแสการให้บริการทางการเงินที่ไม่เป็นธรรม (อีเมลสอบถามทั่วไป [email protected] และร้องเรียนการใช้บริการทางการเงิน [email protected])
คำถามที่พบบ่อย
ต้องมีทั้ง 3 อัตราส่วนผ่านหมดไหม จึงจะเริ่มวางแผนการเงินได้
ไม่จำเป็น และไม่ควรตั้งเงื่อนไขอย่างนั้น การประเมินมีไว้เพื่อ “จัดลำดับว่าควรแก้อะไรก่อน” ไม่ใช่ข้อสอบผ่าน/ไม่ผ่าน ถ้างบยังติดลบ ให้แก้ตรงนั้นก่อน หากภาระผ่อนเกิน 1 ใน 3 ให้จัดการหนี้ก่อน แล้วค่อยสร้างเงินสำรองฉุกเฉินและเพิ่มการออมตามลำดับ
เงินออมในสูตรคือเงินออมสะสมทั้งชีวิต หรือเงินที่ออมต่อเดือน
ใช้ เงินที่ออมต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน หน้าเครื่องมือของ ธปท. เขียนช่องแค่ว่า “เงินออม (บาท)” ไม่ได้ระบุคำว่า “ต่อเดือน” ไว้ แต่ข้อความสถานะและเอกสาร ธปท. เรื่องการออมพูดถึง “1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน” จึงควรอ่านเป็นรายเดือน และบันทึกสมมติฐานนี้ไว้ด้วย
เงินออมฉุกเฉินต้องคิดจากค่าใช้จ่ายหรือรายได้
สูตรของเครื่องมือใช้ ค่าใช้จ่ายต่อเดือน + หนี้สินต่อเดือน เป็นตัวหาร ไม่ใช่รายได้ เพราะตอนรายได้หยุด ค่างวดยังต้องจ่าย และเอกสาร ธปท. ก็เขียนว่า “รายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน”
ทำไมเกณฑ์อัตราส่วนการออมของ ธปท. กับ SET ต่างกัน
เพราะเป็นคนละเครื่องมือและคนละบริบท เครื่องมืออย่างง่ายของ ธปท. ใช้ 25% เป็นเส้น “เขียว” ขณะที่ SET ตั้ง Benchmark ที่ ≥10% พร้อมตัวชี้วัดอื่นเพิ่ม เช่น อัตราส่วนการลงทุน ≥50% ให้ยึดเกณฑ์ของเครื่องมือที่คุณใช้เป็นหลัก และอย่าเทียบข้ามเครื่อง
ตัวเลขไหนที่ต้องแก้ก่อน ถ้าอยากไปกู้ซื้อบ้านหรือรถ
เริ่มจากทำให้ภาระผ่อนรวมทุกประเภท (รวมค่างวดใหม่ที่จะเกิดขึ้น) ไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้ เพราะเป็นเกณฑ์ที่เอกสาร ธปท. ใช้ในบริบท “ก่อนตัดสินใจเป็นหนี้” ควบคู่กับการมีเงินสำรองฉุกเฉินที่ไม่ถูกดึงไปเป็นเงินดาวน์จนหมด และควรเตรียมแผนรับมือหากรายได้ลดลงหรือดอกเบี้ยเปลี่ยน — เกณฑ์นี้เป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่หลักประกันว่าสถาบันการเงินจะอนุมัติ
แหล่งอ้างอิง
ข้อมูลในบทความนี้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 จากหน้าทางการของธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเกณฑ์ระดับของโปรแกรมตรวจสุขภาพการเงินอย่างง่ายของ ธปท. อ่านจากโค้ดของหน้าเครื่องมือ ณ วันเดียวกัน
- ธปท.: โปรแกรมตรวจสุขภาพการเงินอย่างง่าย (5 ช่องกรอก · 3 อัตราส่วน · เกณฑ์สถานะสี)
- ธปท.: ขั้นตอนการวางแผนการเงิน (5 ขั้นตอน · ความมั่งคั่งสุทธิ · SMART · 1 ใน 3 · 3–6 เท่า · ทบทวนทุก 6 เดือน)
- ธปท.: การออม (สัดส่วน 1 ใน 4 · ทางเลือกเมื่อรายได้น้อยและหนี้เยอะ · จุดประสงค์การออม · การคุ้มครองเงินฝาก)
- ธปท.: แผนใช้เงิน (รายรับเท่ากับ/มากกว่า/น้อยกว่ารายจ่าย และผลของงบติดลบ)
- ธปท.: การจัดลำดับหนี้ (ข้อมูลหนี้ที่ต้องสำรวจ 6 ด้าน · เกณฑ์เรียงลำดับ · การเทียบ Flat เป็น Effective ×1.8)
- ธปท.: การบริหารจัดการหนี้ (เกณฑ์สัดส่วนการผ่อนชำระไม่เกิน 1 ใน 3)
- ธปท.: ภาระหนี้สิน (เหตุผลของเกณฑ์ 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน)
- ธปท.: ศูนย์รวมเรื่องการวางแผนการเงิน (รายการหัวข้อย่อย เช่น แผนใช้เงิน อาชีพอิสระ เกษียณ)
- ธปท.: เครื่องมือทางการเงิน (รายการเครื่องมือทั้งหมด)
- ธปท.: โปรแกรมคำนวณเงินออม
- ธปท.: เช็กความพร้อม สู้วิกฤตการเงิน
- ธปท. (หมอหนี้เพื่อประชาชน): ตรวจสุขภาพทางการเงิน
- ธปท.: ช่องทางติดต่อ (โทร. 1213 · [email protected] · [email protected])
- ธปท.: บริการช่วยเหลือและร้องเรียน (BOT Contact Center)
- SET Happy Money: เริ่มต้นวางแผน (แปลงความฝันเป็นเป้าหมาย · 3 Steps… Happy Money)
- SET Happy Money: โปรแกรมคำนวณ (รายการเครื่องมือและลิงก์เข้าใช้งาน)
- SET: ตรวจสอบสถานะการเงินของคุณ (ตาราง Benchmark และหมายเหตุว่าเป็นเพียงประมาณการ)
- SET: แบบทดสอบสุขภาพทางการเงิน
บทความนี้ไม่มีลิงก์ affiliate และไม่มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือสมัครผลิตภัณฑ์การเงินใด หากพบข้อผิดพลาดด้านตัวเลขหรือที่มา แจ้งได้ที่หน้า บทความทั้งหมดของ RUAY OK