คู่มือช่วยตัดสินใจ

จ่ายหนี้หลายก้อน เริ่มจ่ายตัวไหนก่อน? ทำแผนปลดหนี้แบบไม่หลงทาง

ถ้าถือหนี้หลายก้อน ให้ทำ 3 อย่างพร้อมกันก่อนเลือกว่าจะโปะก้อนไหน: จ่ายอย่างน้อยตามกำหนดของทุกบัญชีที่ยังจ่ายไหว, ทำบัญชีหนี้ให้เห็นยอดและวันครบกำหนดจริง, แล้วนำเงินส่วนเกินไปทุ่มที่หนี้เป้าหมายเพียงก้อนเดียว วิธีมาตรฐานคือเลือกหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อนเพื่อลดต้นทุน หรือเลือกยอดน้อยก่อนเพื่อเห็นบัญชีปิดเร็วขึ้น ทั้งสองวิธีใช้ได้เมื่อไม่ปล่อยให้ก้อนอื่นค้างชำระ

หากเริ่มเห็นว่าเงินจ่ายหนี้รวมเกินกำลัง อย่ากู้ใหม่เพื่อหมุนทันที ให้ติดต่อเจ้าหนี้เดิมเพื่อขอปรับโครงสร้างก่อนค้างชำระ และเก็บข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร

ทำไมจ่ายตรงทุกเดือน แต่ยอดหนี้ลดช้า

การจ่ายตรงงวดไม่เท่ากับเงินทั้งหมดจะตัดเงินต้นทันที สำหรับหนี้ที่ค้างชำระ ธปท. กำหนดลำดับตัดชำระให้ตัดงวดที่ค้างนานที่สุดก่อน โดยเงินที่จ่ายจะไปยังค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นของงวดนั้นตามลำดับ จึงเป็นไปได้ที่ช่วงแรกยอดเงินต้นลดช้า โดยเฉพาะเมื่อมีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมค้างอยู่ [1]

สำหรับบัตรเครดิต ผู้ออกบัตรเรียกดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมรวมกันได้ไม่เกิน 16% ต่อปีตามข้อมูล ธปท. ที่ตรวจเมื่อ 9 กันยายน 2569 การจ่ายไม่เต็มจำนวนจึงมีต้นทุนต่อเนื่องตามยอดคงค้าง [2] ยอดขั้นต่ำปกติที่ ธปท. ระบุคือ 10% ของยอดคงค้าง แต่บางมาตรการช่วยเหลือเคยใช้ช่วง 5–10%; ให้ยึดยอดขั้นต่ำและวันครบกำหนดในใบแจ้งยอดของบัตรแต่ละใบเป็นหลัก [2][6]

ขั้นที่ 1: ทำบัญชีหนี้ก่อนตัดสินใจ

อย่าเริ่มจากความรู้สึกว่า “ก้อนนี้น่ากลัวที่สุด” ให้รวบรวมสัญญาหรือข้อมูลจากแอปของเจ้าหนี้ แล้วบันทึกอย่างน้อยรายการต่อไปนี้ ธปท. ใช้ข้อมูลยอดคงเหลือ อัตราดอกเบี้ย และยอดผ่อนต่อเดือนเป็นข้อมูลตั้งต้นของเครื่องมือแก้หนี้ DIY [3]

ช่องที่ต้องจดใช้ตัดสินใจอย่างไร
เจ้าหนี้และประเภทหนี้แยกบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รถ หรือสินค้า เพื่อรู้เงื่อนไขต่างกัน
ยอดคงเหลือวันนี้ใช้เห็นขนาดของแต่ละก้อน ไม่ใช่เดาจากวงเงิน
อัตราตามสัญญาและอัตราที่แท้จริง/APR หากมีใช้เปรียบเทียบต้นทุน; อย่าเทียบเพียงอัตราโฆษณาหรือ flat rate
ยอดขั้นต่ำ/ค่างวดและวันครบกำหนดป้องกันค้างชำระระหว่างทำแผน
สถานะค้างชำระ ค่าธรรมเนียม และหลักประกันใช้เร่งติดต่อเจ้าหนี้เมื่อเริ่มมีความเสี่ยง

ต่อด้วยงบกระแสเงินสด: รายรับสุทธิ − ค่าใช้จ่ายจำเป็น − ยอดขั้นต่ำ/ค่างวดของหนี้ทุกก้อน = เงินเหลือสำหรับเป้าหมายหนี้ในเดือนนั้น ธปท. แนะนำให้ภาระชำระหนี้รวมต่อเดือนไม่เกินหนึ่งในสามของรายได้เป็นแนวป้องกันความเสี่ยง [4][5] หากคำนวณแล้วติดลบหรือเกินกำลัง อย่าฝืนเพิ่มยอดโปะ ให้ข้ามไปส่วน “เมื่อจ่ายไม่ไหว” ด้านล่าง

ดูกรอบจัดงบรายเดือนเพิ่มเติมได้ที่ วิธีวางงบ 50/30/20 แต่แผนหนี้ควรยึดตัวเลขจริงของครัวเรือน ไม่บังคับให้ทุกคนใช้สัดส่วนเดียวกัน

ขั้นที่ 2: เลือกวิธีเรียงจ่ายหนี้

เมื่อยังจ่ายขั้นต่ำหรือค่างวดของทุกก้อนได้แล้ว ให้เลือกหนี้เป้าหมายเพียงก้อนเดียวสำหรับเงินส่วนเกิน วิธีต่อไปนี้เป็นหลักคิดที่นิยมในตำราวางแผนหนี้ต่างประเทศ ไม่ใช่กฎบังคับของไทย: จ่ายขั้นต่ำครบทุกก้อน ทุ่มเงินส่วนเกินให้ก้อนเป้าหมาย และเมื่อปิดได้จึงย้ายเงินจำนวนเดิมไปก้อนถัดไป

วิธีเลือกก้อนเป้าหมายเหมาะเมื่อข้อควรระวัง
ดอกเบี้ยสูงก่อน (avalanche)อัตราดอกเบี้ยหรืออัตราที่แท้จริงสูงสุดต้องการลดต้นทุนดอกเบี้ย และทำแผนต่อเนื่องได้อาจใช้เวลานานกว่าจะเห็นบัญชีแรกปิด
ยอดน้อยก่อน (snowball)ยอดคงเหลือน้อยสุดต้องการแรงจูงใจจากการปิดบัญชีเร็วอาจยังคงหนี้ต้นทุนสูงไว้ระหว่างทาง

ธปท. สนับสนุนการทยอยปลดหนี้ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบและหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง [5] ดังนั้น หากวินัยไม่ได้เป็นอุปสรรคหลัก การเลือกดอกเบี้ยสูงก่อนสอดคล้องกับหลักลดต้นทุนนี้ แต่ถ้าการปิดก้อนเล็กช่วยให้คุณรักษาแผนได้ การเลือกยอดน้อยก่อนก็เป็นทางเลือกเชิงพฤติกรรมได้

ตัวอย่างการเลือกเป้าหมาย (ตัวเลขสมมุติ)

สมมุติว่ามีหนี้ 3 ก้อน และหลังจ่ายขั้นต่ำครบทุกก้อนแล้วเหลือเงิน 4,000 บาทต่อเดือนสำหรับโปะ: บัตร A ยอด 30,000 บาท อัตรา 16% ต่อปี, สินเชื่อ B ยอด 12,000 บาท อัตรา 9% ต่อปี, และหนี้ C ยอด 40,000 บาท อัตรา 7% ต่อปี

  • เลือก avalanche: นำ 4,000 บาทไปโปะบัตร A ก่อน เพราะอัตราสูงสุด
  • เลือก snowball: นำ 4,000 บาทไปโปะสินเชื่อ B ก่อน เพราะยอดน้อยสุด

ตัวเลขนี้มีไว้แสดงลำดับคิดเท่านั้น ไม่ใช่การคำนวณระยะเวลาปิดหนี้หรือดอกเบี้ยจริง ผลจริงขึ้นกับยอดในแต่ละวัน วิธีคิดดอกเบี้ย เงื่อนไขสัญญา และการชำระเงินของคุณ

เงินโปะหนี้มาจากไหน และควรเก็บเงินฉุกเฉินไหม

เงินโปะที่ปลอดภัยที่สุดคือเงินที่เหลือจริงหลังค่าใช้จ่ายจำเป็นและยอดขั้นต่ำ ไม่ใช่เงินจากการกู้ก้อนใหม่หรือรูดบัตรอีกใบ ธปท. แนะนำให้ไม่ก่อหนี้เพิ่ม สำรวจรายจ่ายที่ลด ละ เลิกได้ และหารายได้เสริมตามความสามารถ [7]

ก่อนใช้เงินก้อนพิเศษให้ถาม 2 ข้อ: ถ้าเกิดค่ารักษา ซ่อมรถ หรือรายได้สะดุดในเดือนหน้า จะต้องกลับไปกู้หรือรูดบัตรไหม และหลังกันเงินฉุกเฉินไว้แล้ว เงินที่เหลือยังโปะหนี้ดอกเบี้ยสูงได้เท่าไร

ธปท. แนะนำเงินออมฉุกเฉิน 3–6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน [5] จึงไม่มีคำตอบตายตัวว่า “โปะหมดก่อน” หรือ “เก็บหมดก่อน” หากยังไม่มีเงินสำรองเลย การกันเงินสำรองขั้นต่ำตามความเสี่ยงของตนก่อนช่วยลดโอกาสเกิดหนี้ใหม่; หากมีสำรองเหมาะสมแล้ว จึงพิจารณาเพิ่มเงินโปะหนี้ต้นทุนสูง อ่านแนวทางตั้งกองสำรองโดยละเอียดที่ เงินฉุกเฉินควรมีเท่าไร

กับดักที่ทำให้แผนไม่จบ

1) จ่ายแล้วกลับไปก่อหนี้เพิ่ม

การโปะหนี้ไม่มีผลถ้ายอดใหม่เพิ่มกลับมา ระหว่างทำแผนให้หยุดใช้วงเงินที่ทำให้หนี้โตขึ้นเท่าที่ทำได้ และตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นก่อน [5][7]

2) ย้ายหนี้หรือรีไฟแนนซ์เพราะค่างวดดูต่ำ

ค่างวดต่ำลงอาจมาจากการยืดระยะเวลาชำระ ธปท. เตือนว่ายิ่งยืมเงินนานยิ่งจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม และไม่ควรขยายเวลานานเกินจำเป็น [6] หากพิจารณารีไฟแนนซ์หรือรวมหนี้ ให้เปรียบเทียบดอกเบี้ยที่คาดว่าจะประหยัดกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่าประเมิน ค่าประกัน ค่าจดจำนอง หรือค่าปรับปิดก่อนกำหนดตามที่สัญญาระบุ [7]

ถ้ายังจ่ายเองได้ การเจรจากับเจ้าหนี้เดิมอาจเหมาะกว่าการกู้ใหม่ ไม่จำเป็นต้องรีไฟแนนซ์หรือกู้รวมหนี้เพียงเพื่อให้ดูเหมือนหนี้เหลือก้อนเดียว ดูเช็กลิสต์เริ่มจัดการหนี้บัตรที่ จัดการหนี้บัตรหลายใบ และอ่านวิธีเทียบอัตราที่แท้จริงกับต้นทุนรวมที่ APR และต้นทุนรวมของสินเชื่อ

3) ลงนามแผนใหม่ที่จ่ายจริงไม่ไหว

ข้อเสนอปรับโครงสร้างต้องผ่านงบรายเดือนของคุณก่อน ธปท. ระบุว่าไม่ควรลงนามสัญญาปรับโครงสร้างที่จ่ายไม่ไหว เพราะอาจกลับมาผิดนัดอีกและขอปรับครั้งต่อไปยากขึ้น [6]

4) เงียบหายเมื่อเริ่มค้างชำระ

อย่ารอจนค้างเกิน 90 วัน เพราะทางเลือกช่วยเหลืออาจน้อยลง [6] เครดิตบูโรบันทึกทั้งสถานะบัญชีและประวัติชำระ เช่น ชำระตรง ล่าช้า หรือผิดนัด; การปิดบัญชีไม่ทำให้ประวัติเดิมหายไปโดยอัตโนมัติ [8] อ่านรายละเอียดการตรวจและแก้ข้อมูลได้ที่ คู่มือเครดิตบูโรไทย

เมื่อจ่ายไม่ไหว: ทำตามลำดับนี้

  1. หยุดก่อหนี้เพิ่มและทำบัญชีรายรับรายจ่ายทันที
  2. ติดต่อเจ้าหนี้เดิมก่อนค้างชำระ อธิบายสาเหตุ และขอข้อเสนอที่สอดคล้องกับเงินเหลือจริง ธปท. แนะนำให้ยื่นขอปรับโครงสร้างเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อรู้ว่ารูปแบบใดจ่ายไหว [6][7]
  3. อ่านว่าแผนใหม่เปลี่ยนอะไรบ้าง: ดอกเบี้ย ค่างวด ระยะเวลา ค่าธรรมเนียม หลักประกัน และยอดรวมที่ต้องจ่าย อย่าดูค่างวดอย่างเดียว
  4. เก็บหนังสือหรือข้อความยืนยันข้อตกลงและหลักฐานการชำระทุกครั้ง แนวปฏิบัติสากลของ FTC สหรัฐฯ ก็แนะนำให้ขอข้อตกลงการเจรจาเป็นลายลักษณ์อักษร [9]
  5. หากแก้กับเจ้าหนี้ไม่ลงตัว ขอคำแนะนำจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธปท. ที่ 1213 ในวันทำการจันทร์–ศุกร์ เวลา 8.30–16.30 น. [1][6]

ทางเลือกปรับโครงสร้างอาจต่างกันตามกำลังชำระ: ผู้ที่ยังจ่ายไหวแต่อยากลดดอกเบี้ยอาจสอบถามการเปลี่ยนเป็นสินเชื่อผ่อนเป็นงวดหรือรีไฟแนนซ์หลังเทียบต้นทุน; ผู้ที่จ่ายได้บางส่วนอาจสอบถามการลดดอกเบี้ยชั่วคราว พักเงินต้น หรือขยายเวลา; ผู้ที่มีเงินก้อนอาจสอบถามเงื่อนไขปิดจบเป็นเงินก้อน ทั้งหมดขึ้นกับเจ้าหนี้และต้องอ่านเงื่อนไขจริง [6]

สำหรับหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างเกิน 120 วัน มาตรการ ธปท. ระบุคลินิกแก้หนี้สำหรับยอดหนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท ผู้มีคุณสมบัติอาจได้อัตรา 3–5% ต่อปีและผ่อนสูงสุด 10 ปี โดยยังมีเงื่อนไขรายได้ อายุไม่เกิน 70 ปี และต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย [10] นี่เป็นช่องทางเมื่อค้างหนักแล้ว ไม่ใช่เหตุผลให้หยุดจ่ายหรือรอให้เป็นหนี้เสีย

ติดตามแผนให้เห็นผล

ทุกเดือนให้เช็กยอดคงเหลือ ยอดขั้นต่ำ วันครบกำหนด และเงินโปะที่ทำได้จริง แล้วปรับก้อนเป้าหมายเมื่อปิดบัญชีหนึ่งได้ ธปท. แนะนำให้ทบทวนแผนอย่างน้อยทุก 6 เดือน [5] หากพบข้อมูลเครดิตคลาดเคลื่อน ควรแจ้งเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบ [8]

สรุปคือ เริ่มจากป้องกันการค้างชำระ ทำบัญชีหนี้ และเลือกเป้าหมายเดียวสำหรับเงินส่วนเกิน ไม่จำเป็นต้องกู้ใหม่เพื่อให้แผนดูง่ายกว่าเดิม หากงบติดลบหรือเริ่มผิดนัด การติดต่อเจ้าหนี้เร็วคือทางเลือกที่ควรทำก่อน

แหล่งอ้างอิง

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทย, ดอกเบี้ยผิดนัดและลำดับการตัดชำระหนี้ (ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
  2. ธนาคารแห่งประเทศไทย, บัตรเครดิต (ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
  3. ธนาคารแห่งประเทศไทย, โปรแกรมแก้หนี้ DIY (ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
  4. ธนาคารแห่งประเทศไทย, บริหารจัดการหนี้ (ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
  5. ธนาคารแห่งประเทศไทย, ขั้นตอนการวางแผนการเงิน (ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
  6. ธนาคารแห่งประเทศไทย, ปรับโครงสร้างหนี้ (ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
  7. ธนาคารแห่งประเทศไทย, ผ่อนไม่ไหวทำอย่างไรดี (ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
  8. ธนาคารแห่งประเทศไทย, เครดิตบูโร (ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
  9. Federal Trade Commission, How to Get Out of Debt (แนวปฏิบัติสหรัฐฯ; ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
  10. ธนาคารแห่งประเทศไทย, มาตรการแก้หนี้ยั่งยืน (ตรวจข้อมูล 9 กันยายน 2569)
ใช้พลังจาก Amity Tech CMS