คู่มือช่วยตัดสินใจ

นำของติดตัวเข้าไทยได้เท่าไหร่: เพดาน 20,000 บาท สุรา 1 ลิตร บุหรี่ 200 มวน และวิธีสำแดงที่ช่องแดง

6 ตุลาคม 2026

กลับจากทริปแล้วถือของฝากกับของใช้เต็มกระเป๋า คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนเดินผ่านด่านคือ “ของที่ถือมานี้ต้องเสียภาษีหรือไม่” คำตอบสั้นที่สุดคือ กรมศุลกากรยกเว้นอากรให้ของติดตัวผู้โดยสารทางอากาศยานเป็น ชุดเงื่อนไข ไม่ใช่ยกเว้นตามยอดซื้ออย่างเดียว โดยมีเพดาน 3 กลุ่มที่ต้องรู้: ของใช้ส่วนตัวที่ราคารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท, บุหรี่ไม่เกิน 200 มวน (หรือยาสูบทุกประเภทรวมกันไม่เกิน 250 กรัม) และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 ลิตร

ถ้าราคารวมเกิน 20,000 บาท มีของที่มีลักษณะทางการค้าแม้ราคาจะไม่ถึง 20,000 บาท หรือมีของต้องห้าม/ของต้องกำกัดติดมาด้วย ต้องเข้าช่องมีสิ่งของต้องสำแดง (ช่องแดง) และชำระอากรขาเข้าตามชนิดสินค้า บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% — ไม่ใช่ “จ่ายเพิ่มแล้วผ่านได้เสมอ” เพราะของบางประเภทถูกจัดเป็นของต้องกำกัดที่ต้องมีใบอนุญาต

จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดไม่ใช่ตัวเลข แต่คือ 4 องค์ประกอบที่ต้องครบพร้อมกัน ของที่ราคาไม่ถึง 20,000 บาทจึงจะได้รับยกเว้น: ต้องเป็นของใช้ส่วนตัว ไม่มีลักษณะทางการค้า ราคารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท และไม่เป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัด — ขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ต้องเสียอากร

บทนี้ทำไว้ให้ใช้ตัดสินใจก่อนบินกลับ: ของที่ซื้อมาอยู่ในเพดานหรือไม่ ต้องเดินช่องไหน และถ้าเกินเพดานจะเกิดอะไรขึ้น ตัวเลขทุกตัวตรวจจากเอกสารทางการเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 และมีลิงก์ต้นทางให้กดตรวจเองท้ายบท บทความนี้ไม่มีลิงก์ affiliate ไม่มีสินค้าให้เปรียบเทียบ ไม่ระบุชื่อร้านค้า ผู้ให้บริการขนส่ง หรือบริการคืนภาษีใด ๆ และไม่ยืนยันว่าผู้อ่านจะผ่านช่องเขียวได้ เพราะการคัดเลือกตรวจเป็นดุลยพินิจและระบบบริหารความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่

ตอบสั้นในตารางเดียว: 3 เพดานยกเว้นอากรของติดตัวผู้โดยสาร

กลุ่มของเพดานที่กรมศุลกากรระบุเงื่อนไขที่ต้องครบอ้างอิงที่ตรวจ
ของใช้ส่วนตัว (Personal effects)ราคารวมกันไม่เกิน 20,000 บาทปริมาณพอสมควรสำหรับใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพ · ไม่มีลักษณะทางการค้า · ไม่เป็นของต้องห้าม ต้องกำกัด หรือเสบียงอาหารประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 ข้อ 3.1 · หน้า “ข้อควรทราบสำหรับการนำของติดตัว” ของกรมศุลกากร
บุหรี่และยาสูบบุหรี่ไม่เกิน 200 มวน หรือซิการ์หรือยาเส้นอย่างละ 250 กรัม หรือหลายชนิดรวมกันไม่เกิน 250 กรัม (บุหรี่ต้องไม่เกิน 200 มวน)เป็นของส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตนประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 ข้อ 3.2.1 · พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 5 (ก)
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาตรไม่เกิน 1 ลิตรเป็นของส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตนประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 ข้อ 3.2.2 · พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 5 (ข)

เพดานทั้งสามกลุ่มนี้เป็น “เพดานสูงสุดที่ได้รับยกเว้น” ไม่ใช่โควตาที่โอนให้กันได้ และไม่ใช่สิทธิ์ที่ใช้ซ้ำแบบไม่จำกัด — เอกสารทางการที่ตรวจในรอบนี้ ไม่พบ เงื่อนไขเรื่องอายุผู้เดินทางหรือจำนวนครั้งการใช้สิทธิ์ จึงไม่เขียนเงื่อนไขที่ไม่มีแหล่งรองรับไว้ในบทนี้

ตัวเลข 20,000 บาท มาจากไหน (จุดที่บทอื่นมักอ้างคลาด)

ตัวเลข 20,000 บาท ไม่ได้อยู่ในตัวบทพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งเขียนเพียงว่า “มีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ” ตัวเลขนี้มาจาก ประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 ข้อ 3.1 ที่ระบุว่า “ของส่วนตัวที่เจ้าของที่นำเข้ามาพร้อมกับตน (Personal effects and accompanied with the owner) สำหรับใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพและมีจำนวนพอสมควร มีราคารวมกันไม่เกินสองหมื่นบาท ให้ได้รับยกเว้นอากร” และหน้าเว็บปฏิบัติการของกรมศุลกากรก็เขียนตรงกันว่า “ของใช้ส่วนตัวที่มีปริมาณพอสมควรสำหรับใช้ส่วนตัวและมีมูลค่ารวมทั้งหมดไม่เกิน 20,000.- บาท ซึ่ง มิใช่ ของต้องห้าม ต้องกำกัด หรือเสบียงอาหาร”

การรู้ว่าตัวเลขผูกกับประกาศ ไม่ได้ผูกกับตัวบท มีประโยชน์ตรงที่ ถ้าประกาศเปลี่ยน เกณฑ์ก็เปลี่ยน และวันนี้ยังใช้ประกาศฉบับนี้

“ของใช้ส่วนตัว” นับอย่างไร: 4 องค์ประกอบที่ต้องครบ

กรมศุลกากรอธิบายเงื่อนไขการยกเว้นอากรของติดตัวไว้ในหน้าคำถามที่พบบ่อยว่า ของที่ซื้อมาจะได้รับการยกเว้นต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ข้อต่อไปนี้ ถ้าขาดข้อหนึ่งข้อใด ของนั้นต้องชำระอากร

  1. ต้องเป็นของใช้ส่วนตัวของผู้โดยสารเท่านั้น — กรมศุลกากรอธิบายไว้ชัดว่า ของขวัญ ของฝาก ไม่นับ เป็นของใช้ส่วนตัวผู้โดยสาร (ถ้อยคำนี้อยู่ในหน้าคำถามที่พบบ่อยที่ปรับปรุงเมื่อ 26 กันยายน 2560 ซึ่งเก่ากว่าประกาศฉบับปัจจุบัน แต่สอดคล้องกับถ้อยคำ “สำหรับใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพ” ในตัวบทและประกาศที่ใช้อยู่)
  2. ต้องไม่มีลักษณะทางการค้า — หมายถึงมีจำนวนพอสมควรกับที่คนหนึ่งจะใช้ได้ในระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่จำนวนมากเกินความพอดี ถ้าเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วว่าเข้าข่ายเพื่อการค้า ต้องชำระอากร
  3. ราคารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท
  4. ต้องไม่เป็นของต้องห้ามและไม่เป็นของต้องกำกัด

สังเกตว่าเพดาน 20,000 บาท ถูกเขียนในประกาศว่า “ราคารวมกัน” — ข้อความในตัวบทประกาศคือ “มีราคารวมกันไม่เกินสองหมื่นบาท” จึงไม่มีช่องให้แยกของออกเป็นหลายชิ้นเพื่อให้แต่ละชิ้นต่ำกว่า 20,000 บาท

5 ความเข้าใจผิดที่ทำให้ต้องเสียอากร (หรือเป็นความผิด)

1) แยกราคาเป็นรายชิ้นให้ต่ำกว่า 20,000 บาท

ใช้ไม่ได้ เพราะเกณฑ์คือราคารวมกันของส่วนตัวทั้งหมดที่นำเข้ามาพร้อมกัน วิธีนี้ยังเข้าข่ายเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ทางเลือกที่ถูกกฎคือคุมราคารวมให้อยู่ในเพดานตั้งแต่ก่อนซื้อ หรือถ้าเกินก็สำแดงและชำระอากร

2) ของฝาก ของขวัญ นับเป็นของใช้ส่วนตัว

กรมศุลกากรอธิบายในหน้าคำถามที่พบบ่อยว่า “ของขวัญ ของฝาก ไม่นับเป็นของใช้ส่วนตัวผู้โดยสาร” ของฝากที่ซื้อมาให้คนอื่นจึงไม่ควรถูกนับรวมในชุดของใช้ส่วนตัวเพื่อหวังใช้สิทธิ์ยกเว้น วิธีที่ตรงไปตรงมาคือรวมมูลค่าของฝากเข้าไปในยอดที่ต้องสำแดง ไม่ใช่ซ่อนไว้

3) ของราคาไม่ถึง 20,000 บาท จึงไม่ต้องเสียภาษี

ไม่จริง ถ้าของนั้นมีลักษณะทางการค้า ต้องเสียภาษีแม้ราคาจะไม่ถึง 20,000 บาท ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยคือซื้อสินค้าชนิดเดียวกันหลายชิ้นหรือหลายขนาดกลับมาในจำนวนที่มากกว่าการใช้ส่วนตัว ถ้าถือมามากเกินความพอดีจนเจ้าหน้าที่เห็นว่าเพื่อการค้า เงื่อนไขข้อ 2 ข้างบนก็ขาดทันที

4) ซื้อของจากร้านปลอดอากรแล้วนำกลับเข้าไทยได้เหมือนเดิม

ของที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง หรือร้านปลอดอากรภายในอาคารผู้โดยสารขาออก จะต้องนำออกไปนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ถ้านำกลับเข้ามา ต้องผ่านการตรวจที่ช่องแดงและชำระอากร

5) สุรา/บุหรี่เกินเพดาน = จ่ายเพิ่มแล้วผ่าน

นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด กรมศุลกากรเขียนไว้ตรง ๆ ว่า “หากนำบุหรี่ ยาสูบ หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้ามาเกินกว่าปริมาณที่กำหนด โปรดหย่อนใส่กล่องที่กรมศุลกากรจัดไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี” และตัวบทประกาศข้อ 3.3 ระบุให้สละการครอบครองโดยนำไปใส่กล่องโปร่งใส (Drop Box) ที่จัดไว้ด้านหน้าช่องเขียว–ช่องแดง สาเหตุที่แนวปฏิบัติคือแบบนั้น เพราะกรมศุลกากรจัด บุหรี่ ยาสูบ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นของต้องกำกัด ที่มีกรมสรรพสามิตเป็นหน่วยงานออกใบอนุญาต ไม่ใช่สินค้าที่แค่จ่ายอากรมากขึ้นแล้วจบ

สุราและบุหรี่: ยกเว้นเท่าไร และเมื่อเกินต้องทำอะไร

เพดานที่กรมศุลกากรระบุคือ บุหรี่ไม่เกิน 200 มวน หรือยาสูบ/ซิการ์/ยาเส้นอย่างละไม่เกิน 250 กรัม หรือหลายชนิดรวมกันทั้งน้ำหนักไม่เกิน 250 กรัม (แต่บุหรี่ต้องไม่เกิน 200 มวน) และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาตรไม่เกิน 1 ลิตร

ตัวบทของพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 5 ระบุไว้ตรงกันว่า อธิบดีกรมศุลกากรอาจออกข้อกำหนดยกเว้นอากรให้แก่สุรา บุหรี่ ซิการ์ หรือยาเส้น ที่เป็นของส่วนตัวของผู้เดินทาง โดยต้องไม่เกินปริมาณคือ (ก) บุหรี่สองร้อยมวน หรือซิการ์หรือยาเส้นอย่างละสองร้อยห้าสิบกรัม หรือหลายชนิดรวมกันมีน้ำหนักทั้งหมดสองร้อยห้าสิบกรัม แต่ทั้งนี้บุหรี่ต้องไม่เกินสองร้อยมวน และ (ข) สุราหนึ่งลิตร

“หากนำบุหรี่ ยาสูบ หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้ามาเกินกว่าปริมาณที่กำหนด โปรดหย่อนใส่กล่องที่กรมศุลกากรจัดไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี” — กรมศุลกากร หน้า “ข้อควรทราบสำหรับการนำของติดตัวเข้าทางอากาศยานสำหรับผู้โดยสาร” (ตรวจ 6 ตุลาคม 2569)

อีกมุมที่ควรรู้เพื่อไม่ให้สับสน: กรมสรรพสามิตมีเกณฑ์ของตัวเองสำหรับผู้โดยสารที่นำสุราติดตัวเข้ามาแบบมิใช่เพื่อการค้า จำนวนไม่เกิน 10 ลิตร โดยระบุขั้นตอนว่าให้ซื้อสุราจากต่างประเทศ เตรียมเอกสารการเสียภาษี ชำระภาษีกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร แล้วรับแสตมป์จากเจ้าหน้าที่ศุลกากรไปปิดที่ภาชนะบรรจุสุราให้เรียบร้อยก่อนออกจากสนามบิน

ตัวเลข “10 ลิตร” ของกรมสรรพสามิตเป็นคนละชั้นกับเพดาน “1 ลิตร” ของกรมศุลกากร อย่านำมาใช้สลับกัน: 1 ลิตรคือเพดานที่ได้รับยกเว้นอากรตามประกาศกรมศุลกากร ส่วน 10 ลิตรคือเกณฑ์ของกรมสรรพสามิตสำหรับการนำเข้าติดตัวแบบมิใช่เพื่อการค้า ถ้ามีของในปริมาณที่ต้องสำแดงจริง วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือเดินช่องแดงและให้เจ้าหน้าที่แจ้งขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ตัดสินใจเองว่าจ่ายแล้วผ่าน

ช่องเขียวหรือช่องแดง: เช็กลิสต์ก่อนเดินผ่าน

คำจำกัดความจากกรมศุลกากรคือ ช่องเขียว (ช่องไม่มีสิ่งของต้องสำแดง) สำหรับผู้โดยสารที่ “ไม่มีของต้องชำระภาษีอากร ไม่มีของต้องห้าม หรือของต้องกำกัด เข้ามาพร้อมกับตน” และตัวบทประกาศข้อ 2.4 กำหนดไว้ว่า “กรณีที่ผู้โดยสารไม่ทราบว่าของที่ติดตัวมาพร้อมกับตนเป็นของต้องเสียอากร หรือของต้องกำกัดหรือไม่ ให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดง (GOODS TO DECLARE) เท่านั้น” แปลว่า “ไม่แน่ใจ” ไม่ใช่เหตุผลที่จะเดินช่องเขียว

ก่อนเลือกช่อง ลองไล่เช็กลิสต์ 5 ข้อนี้

  • ข้อ 1: ราคารวมของทุกชิ้นที่ถือมาเกิน 20,000 บาทหรือไม่ ถ้าเกิน → ช่องแดง
  • ข้อ 2: มีของที่ดูเหมือนซื้อมาเพื่อขาย เพื่อใช้ในธุรกิจ หรือซื้อแบบเดียวกันหลายชิ้นมากกว่าการใช้ส่วนตัวหรือไม่ ถ้ามี → เสี่ยงเข้าข่ายมีลักษณะทางการค้า → ช่องแดง
  • ข้อ 3: มีของฝากที่ซื้อมาให้คนอื่นปนอยู่หรือไม่ ถ้ามีและทำให้ยอดรวมหรือเจตนาไม่ใช่ของใช้ส่วนตัวล้วน → ช่องแดง
  • ข้อ 4: มีสุราเกิน 1 ลิตร บุหรี่เกิน 200 มวน หรือยาสูบรวมเกิน 250 กรัมหรือไม่ ถ้าเกิน → สละการครอบครองใส่ Drop Box หน้าช่องเขียว–ช่องแดง ตามแนวปฏิบัติทางการ (ของกลุ่มนี้เป็นของต้องกำกัด)
  • ข้อ 5: มีของที่อยู่ในกลุ่มของต้องห้าม/ของต้องกำกัด หรือเคยซื้อจากร้านปลอดอากรขาออกแล้วนำกลับเข้าหรือไม่ ถ้ามี → ช่องแดง

เอกสารที่กรมศุลกากรระบุให้เตรียมไปที่ช่องแดงคือ หนังสือเดินทาง และ บัญชีรายการสินค้า หรือใบเสร็จรับเงิน (ถ้ามี) — การมีใบเสร็จไม่ได้ทำให้ของกลายเป็นของที่ได้รับการยกเว้น แต่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินราคาได้รวดเร็วขึ้นและลดการตีความคลาดเคลื่อน

ช่องเขียวไม่ใช่การรับประกันว่าจะไม่ถูกตรวจ

กรมศุลกากรระบุว่าใช้ ระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ในการคัดเลือกตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร และตัวบทประกาศข้อ 2.6 ระบุว่าพนักงานศุลกากรจะใช้หลักบริหารความเสี่ยงในการสุ่มตรวจหีบห่อสัมภาระ หรือกรณีมีเหตุอันควรสงสัยอาจตรวจค้นตัวผู้โดยสาร บทความนี้จึงไม่สัญญาว่าผู้อ่านจะผ่านช่องเขียวได้ และไม่มีทางลัดที่ถูกกฎไปกว่าราคารวมอยู่ในเพดาน

สำหรับผู้ที่ได้รับการตรวจลงตราประเภทผู้พำนักระยะยาว (LTR Visa) ประกาศฉบับแก้ไขเพิ่มเติมระบุว่าสนามบินที่มีช่องทางออกเฉพาะสามารถให้ผู้โดยสารกลุ่มนี้ที่ไม่มีของต้องสำแดงใช้ช่องนั้นได้ โดยใช้การสุ่มตรวจมาตรฐานเดียวกับช่องเขียว

ถ้าต้องเดินช่องแดง: เกิดอะไรขึ้น 3 กรณี

หน้าเว็บปฏิบัติการของกรมศุลกากรแยกวิธีปฏิบัติที่ช่องแดงไว้เป็น 3 กรณี

กรณีลักษณะของวิธีปฏิบัติที่กรมศุลกากรระบุ
กรณีที่ 1ของติดตัวผู้โดยสารที่ไม่มีลักษณะเชิงการค้า และมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท (ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 ข้อ 2.2)เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำช่องแดงคำนวณค่าภาษีอากรปากระวาง ผู้โดยสารชำระด้วยเงินสด หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเดบิต/บัตรเครดิต) ในกรณีที่ด่านมีระบบรับชำระด้วยบัตร โดยชำระค่าธรรมเนียมการใช้บัตรตามอัตราที่ธนาคารกำหนด แล้วรับใบเสร็จรับเงินและรับสิ่งของ
กรณีที่ 2ของต้องห้าม และ/หรือของต้องกำกัดที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินคดีกับผู้โดยสาร
กรณีที่ 3ของที่ไม่เข้าลักษณะในกรณีที่ 1 และ 2ผู้โดยสารจัดทำใบขนสินค้าขาเข้ายื่น ณ ฝ่ายพิธีการกลาง ส่วนบริการภาษีอากร ชั้น ๒ อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แล้วชำระค่าภาษีอากรและรับใบเสร็จรับเงินและรับสิ่งของ

ตัวบทประกาศข้อ 2.2 ยังระบุด้วยว่า “อากรปากระวาง” ที่จัดเก็บที่ช่องแดงนั้นประกอบด้วย อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ (ถ้ามี) โดยจัดเก็บแยกตามพิกัดอัตราศุลกากร พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประมวลรัษฎากร หรือกฎหมายอื่นแล้วแต่กรณี — ดังนั้นเงินที่จ่ายที่ช่องแดงอาจไม่ใช่แค่ “อากรขาเข้า + VAT” ขึ้นอยู่กับชนิดสินค้า

อีกเส้นทางที่ตัวบทเปิดไว้คือ ถ้าผู้โดยสารยังไม่พร้อมชำระอากรในวันนำเข้า และไม่เข้าเงื่อนไขการจัดเก็บอากรปากระวาง พนักงานศุลกากรจะออกหลักฐานการรับฝากและนำของไปเก็บรักษาในที่เก็บรักษาของศุลกากร (CUSTOMS BOND) เพื่อทำใบขนสินค้าขาเข้าต่อไป โดยมีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเกิดขึ้นจริง

ภาษีคิดอย่างไร: สูตรของกรมศุลกากรและตัวอย่างคำนวณ

กรมศุลกากรเผยแพร่สูตรคำนวณไว้ในคำชี้แจงสำหรับผู้โดยสารว่า อัตราภาษีอากรนำเข้าแตกต่างกันตามชนิดและประเภทสินค้า โดยยกตัวอย่างว่า กระเป๋า 20% นาฬิกา 5% เครื่องสำอาง 30% เข็มขัด 30% และรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยมีวิธีการคำนวณคือ

ราคาสินค้า × อัตราภาษีขาเข้า = อากรขาเข้า
(ราคาสินค้า + อากรขาเข้า) × อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ค่าภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ = อากรขาเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ยอดไม่เท่ากับที่คิดไว้คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มคิดบน “ราคาสินค้า + อากรขาเข้า” ไม่ได้คิดบนราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่าง (ของราคา 25,000 บาท)อากรขาเข้าVAT 7% คิดบน (ราคา + อากร)รวมต้องชำระ
สมมติอัตรา 20%5,000.00 บาท2,100.00 บาท7,100.00 บาท
สมมติอัตรา 5%1,250.00 บาท1,837.50 บาท3,087.50 บาท
สมมติอัตรา 30%7,500.00 บาท2,275.00 บาท9,775.00 บาท

ตัวเลขในตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่การรับรองอัตราจริงของสินค้าใด อัตรา 20% / 5% / 30% / 30% เป็นตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกมาในคำชี้แจง ไม่ใช่พิกัดของสินค้าทุกชนิด อัตราที่แท้จริงต้องตรวจพิกัดของสินค้าชิ้นนั้น และอากรปากระวางที่ช่องแดงยังรวมภาษีอื่นได้ตามที่ระบุข้างต้น

ของต้องห้ามและของต้องกำกัด: ตัวอย่างที่พบบ่อย

กรมศุลกากรแยกความหมายไว้ชัดเจน ของต้องห้าม คือของที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออกโดยเด็ดขาด เช่น สารเสพติด วัตถุหรือสื่อลามก ของลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าและของละเมิดลิขสิทธิ์ ธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ปลอม สัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ในบัญชีไซเตส ส่วนของต้องกำกัดคือของที่กฎหมายควบคุมและต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยต้องนำมาแสดงในเวลาปฏิบัติพิธีการ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น

  • พระพุทธรูป ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ → กรมศิลปากร
  • อาวุธปืน กระสุนปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธปืน → กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • พืชและส่วนต่าง ๆ ของพืช → กรมวิชาการเกษตร
  • สัตว์มีชีวิตและซากสัตว์ → กรมปศุสัตว์
  • อาหาร ยา เครื่องสำอาง และอาหารเสริม → สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  • บุหรี่ ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ → กรมสรรพสามิต
  • เครื่องมือวิทยุสื่อสาร อุปกรณ์โทรคมนาคม → กสทช.

กองกฎหมายของกรมศุลกากรระบุว่า ผู้ที่นำของต้องห้ามเข้าหรือส่งออกเป็นความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นความผิดตามมาตรา 244 และมาตรา 246 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ด้วย ส่วนผู้ที่นำของต้องกำกัดเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดให้ครบถ้วน ก็เป็นความผิดตามกฎหมายนั้นและเป็นความผิดตามมาตรา 244 และ 246 เช่นกัน

บทลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่เกี่ยวข้อง

ตัวเลขโทษด้านล่างคัดจากตัวบทพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ฉบับที่กรมศุลกากรเผยแพร่

มาตราฐานความผิดโทษตามตัวบท
มาตรา 242นำเข้าหรือส่งออกของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากรจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้น
มาตรา 243นำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกิน 4 เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของ
มาตรา 244นำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้นจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของ
มาตรา 246ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ซึ่งของที่รู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ (ถ้ารู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 244 → จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)

ประเด็นที่คนมักไม่ทันคิดคือการ “รับไว้” ก็มีความผิดได้ตามมาตรา 246 การรับฝากของที่รู้ว่าเป็นของหนีศุลกากรจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และเป็นเหตุผลว่าทำไมการเดินช่องแดงและสำแดงจึงเป็นทางเลือกที่เสี่ยงน้อยที่สุดเมื่อไม่แน่ใจ

ฐานกฎหมายที่ทำให้ของติดตัวไม่ต้องยื่นใบขนสินค้า

มาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ระบุว่า “ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรหากเป็นของติดตัวผู้โดยสารและมีมูลค่าไม่เกินจำนวนที่อธิบดีประกาศกำหนด ผู้นำของเข้าไม่ต้องยื่นใบขนสินค้าสำหรับของนั้น” และวรรคถัดไประบุว่า ถ้าเป็นของที่ต้องเสียอากร ให้ผู้นำของเข้าเสียอากรเมื่อได้สำแดงของต่อพนักงานศุลกากร หรือเมื่อพนักงานศุลกากรตรวจพบว่าเป็นของที่ต้องเสียอากร

หน้ารวมกฎหมายลำดับรองใต้มาตรา 53 ของกรมศุลกากร (ปรับปรุงล่าสุด 6 ตุลาคม 2569) ยังลิสต์ประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 และประกาศ ที่ 116/2565 (ฉบับที่ 3) เป็นกฎหมายลำดับรองที่ยังใช้อยู่ จึงเป็นหลักฐานว่าประกาศที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ ประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดโดยฉบับที่ 116/2565 (ฉบับที่ 3)

มีข่าวเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ว่ามีการประชุมคณะกรรมาธิการเพื่อติดตามความคืบหน้าเรื่องการยกเลิกประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 — เรื่องนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอและการติดตาม ยังไม่มีประกาศยกเลิก ณ วันที่ตรวจ บทความนี้จึงไม่เขียนว่า “กำลังจะยกเลิก” และจะทบทวนเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงจริง

ทางเลือก “ไม่ต้องจ่ายภาษี” ที่ถูกกฎ

ทุกข้อต่อไปนี้ทำให้ไม่ต้องเสียอากรโดยไม่ต้องฝ่าฝืนกฎ เพราะไม่ใช่การเลี้ยงภาษี แต่เป็นการคุมของให้อยู่ในเงื่อนไขที่กฎหมายยกเว้นให้อยู่แล้ว

  1. คุมราคารวมของใช้ส่วนตัวให้ไม่เกิน 20,000 บาท และเป็นของที่ใช้เองหรือใช้ในอาชีพจริง
  2. คุมสุราไม่เกิน 1 ลิตร และบุหรี่ไม่เกิน 200 มวน หรือยาสูบรวมไม่เกิน 250 กรัม
  3. ไม่ซื้อในจำนวนที่เกินความพอดีจนเข้าข่ายมีลักษณะทางการค้า เพราะจำนวนมากเกินไปทำให้เสียอากรแม้ราคารวมจะต่ำกว่า 20,000 บาท
  4. เก็บใบเสร็จหรือทำบัญชีรายการสินค้าไว้ยืนยันมูลค่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินราคาได้เร็วและมีหลักฐานประกอบ
  5. ไม่แน่ใจ → เดินช่องแดงและสำแดง เป็นเส้นทางที่ถูกกฎและมีความเสี่ยงทางอาญาต่ำที่สุด
  6. ถ้าซื้อของจากร้านปลอดอากรขาออกในเมือง ต้องนำออกนอกราชอาณาจักร ไม่ใช่นำกลับเข้ามาโดยไม่สำแดง

สิ่งที่ ห้ามทำ เพราะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ได้แก่ การแยกของเป็นหลายชิ้นเพื่อลดตัวเลข การตีมูลค่าต่ำกว่าจริง การซ่อนของ และการเดินช่องเขียวทั้งที่รู้ว่ามีของต้องสำแดง

ข้อจำกัดของบทความนี้

  • ขอบเขตคือของที่ผู้โดยสารนำติดตัวเข้ามาพร้อมกับตน (accompanied baggage) ทางอากาศยานเท่านั้น ไม่ครอบคลุมพัสดุที่ส่งทางไปรษณีย์หรือ express และไม่ครอบคลุมการนำเงินตราหรือตราสารเข้า–ออกประเทศ ซึ่งมีหลักเกณฑ์แยกต่างหาก
  • อัตรา 20% / 5% / 30% / 30% เป็นตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกมา ไม่ใช่พิกัดของสินค้าทุกชนิด บทความนี้ไม่รับรองอัตราก่อนตรวจพิกัดจริงของสินค้าชิ้นนั้น
  • เกณฑ์มูลค่า 200,000 บาท ที่ใช้กับกรณีที่ 1 ของช่องแดง มีความไม่ตรงกันในเอกสารที่ตรวจ: ประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 ข้อ 2.2 และหน้าหลักของกรมศุลกากรระบุ 200,000 บาท ขณะที่หน้าเว็บของสำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมืองระบุ 100,000 บาท บทนี้จึงยึดตัวบทประกาศและไม่ยืนยันตัวเลขนี้แบบเด็ดขาด — ถ้าของมีมูลค่าสูงใกล้เกณฑ์นี้ ควรสอบถาม 1164 ก่อนเดินทาง
  • บทความนี้ไม่รับประกันผลการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และไม่สัญญาว่าผู้อ่านจะผ่านช่องเขียว เพราะกรมศุลกากรใช้ระบบบริหารความเสี่ยงคัดเลือกตรวจ
  • ไม่พบเงื่อนไขเรื่องอายุผู้เดินทางหรือจำนวนครั้งการใช้สิทธิ์ยกเว้นสุรา–บุหรี่ ในเอกสารทางการที่ตรวจในรอบนี้ จึงไม่เขียนเงื่อนไขที่ไม่มีแหล่งรองรับ
  • ภาษาในเอกสารราชกิจจานุเบกษาบางส่วนถอดจาก text layer ของไฟล์ PDF โดยตัวเลขและถ้อยคำตรงตามต้นฉบับ
  • บทความนี้ไม่มีลิงก์ affiliate ไม่ระบุชื่อร้านค้า ผู้ให้บริการขนส่ง หรือบริการคืนภาษีใด ๆ และไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล

คำถามที่พบบ่อย

ซื้อของใช้ส่วนตัวรวมกัน 18,000 บาท ต้องเสียภาษีไหม

โดยหลักยังอยู่ในเพดาน 20,000 บาท ถ้า ของเหล่านั้นเป็นของใช้ส่วนตัวจริง มีจำนวนพอสมควร และไม่มีของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดปนอยู่ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีลักษณะทางการค้า เช่น เป็นสินค้าชนิดเดียวกันหลายชิ้นหรือจำนวนมากกว่าการใช้ส่วนตัว ก็ต้องเสียอากรได้แม้ราคารวมจะต่ำกว่า 20,000 บาท

ของฝากหลายชิ้นรวมกันเกิน 20,000 บาท จะทำอย่างไร

ของฝากไม่นับเป็นของใช้ส่วนตัวผู้โดยสารตามคำอธิบายในหน้าคำถามที่พบบ่อยของกรมศุลกากร ทางที่ตรงไปตรงมาคือสำแดงที่ช่องแดง เตรียมใบเสร็จไว้ยืนยันราคา และชำระอากรปากระวางตามที่เจ้าหน้าที่คำนวณ ดีกว่าพยายามแยกชิ้นหรือตีราคาต่ำกว่าจริงซึ่งเป็นความผิด

นำสุราเข้าไทยได้กี่ลิตร

เพดานที่ได้รับยกเว้นอากรตามประกาศกรมศุลกากรคือ 1 ลิตร ส่วนเกณฑ์ 10 ลิตรเป็นของกรมสรรพสามิตสำหรับการนำเข้าติดตัวแบบมิใช่เพื่อการค้า สองเรื่องนี้คนละชั้นกัน — ถ้านำเกิน 1 ลิตร แนวปฏิบัติทางการคือสละการครอบครองใส่กล่อง Drop Box หน้าช่องเขียว–ช่องแดง

นำบุหรี่เข้าไทยได้กี่มวน

ไม่เกิน 200 มวน หรือถ้าเป็นยาสูบประเภทอื่น ซิการ์หรือยาเส้นอย่างละไม่เกิน 250 กรัม หรือหลายชนิดรวมกันไม่เกิน 250 กรัม โดยในกรณีที่รวมกัน บุหรี่ต้องไม่เกิน 200 มวน

ไม่แน่ใจว่าของต้องสำแดงไหม ควรเดินช่องไหน

ช่องแดง ตัวบทประกาศระบุชัดว่าผู้โดยสารที่ไม่ทราบว่าของที่ติดตัวมาเป็นของต้องเสียอากรหรือของต้องกำกัดหรือไม่ ให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดงเท่านั้น

จ่ายเงินที่ช่องแดงด้วยอะไรได้บ้าง

ตามที่ระบุในประกาศและหน้าเว็บกรมศุลกากร ชำระได้ด้วยเงินสด หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเดบิต/บัตรเครดิต) ในกรณีที่ด่านศุลกากรมีระบบรับชำระด้วยบัตร โดยผู้โดยสารชำระค่าธรรมเนียมการใช้บัตรตามอัตราที่ธนาคารกำหนด แล้วรับใบเสร็จรับเงิน

ปรึกษาหรือร้องเรียนเรื่องพิธีการศุลกากรได้ที่ไหน

สายด่วนสอบถามข้อมูลการนำเข้า–ส่งออกของกรมศุลกากร 1164 (อีเมล [email protected]) สายด่วนรับเรื่องร้องเรียน 1332 (อีเมล [email protected]) และสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทร. 02-134-0400

ถ้ากำลังเตรียมทริปครั้งแรก การวางแผนเรื่องเงินและเอกสารล่วงหน้าช่วยลดปัญหาที่ด่านได้ ดูเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือเตรียมเงินสำหรับเดินทางต่างประเทศครั้งแรก และ เช็กลิสต์ทริปญี่ปุ่นครั้งแรก ส่วนความเสี่ยงของสัมภาระและความล่าช้าของเที่ยวบินมีรายละเอียดที่ ประกันการเดินทางกับความล่าช้าและความเสียหายของกระเป๋า และ สิทธิผู้โดยสารเมื่อเที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิก

แหล่งอ้างอิง

ตัวเลขและถ้อยคำในบทความนี้ตรวจจากแหล่งทางการเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

บทความนี้ไม่มีลิงก์ affiliate และไม่มีเจตนาชี้ชวนให้ซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าใด หากพบข้อผิดพลาดด้านตัวเลขหรือที่มา แจ้งได้ที่หน้า บทความทั้งหมดของ RUAY OK

ใช้พลังจาก Amity Tech CMS
นำของติดตัวเข้าไทยได้เท่าไหร่: เพดาน 20,000 บาท สุรา 1 ลิตร บุหรี่ 200 มวน และวิธีสำแดงที่ช่องแดง — RUAY OK